Winnie The Pooh

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564

งานวันที่ 27 เมษายน 2564

 การเขียนจัดแผนประสบการณ์ 

ชื่อวิจัย ผลของการใช้เพลงปลายเปิดที่มีการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

👇👇👇👇👇👇👇👇👇

แผนการจัดประสบการณ์เพลงปลายเปิด

สัปดาห์ที่ 1      วันที่ 1 เวลา .................                       ชั้นอนุบาลปีที่ 1

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ                      เพลง ฉันจะเป็นอะไรดี

1.จุดประสงค์

            1.1 เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายได้

            1.2 ทำท่าทางตามจินตนาการได้

            1.3 พูดและสนทนาตามจินตนาการได้

2.สาระการเรียนรู้

            2.1 สาระที่ควรรู้

            2.1.1 กิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน

            2.1.2กิจกรรมสัมพันธ์เนื้อหา

การร้องเพลงและทำท่าประกอบเพลงฉันจะเป็นอะไรดี

เนื้อเพลงฉันจะเป็นอะไรดี

            ฉันจะเป็นอะไรดี                     เป็นอะไร  เป็นอะไร                คิดแล้วทำดูสิ...

            ฉันจะเป็นอะไรดี                     เป็นอะไร  เป็นอะไร                คิดแล้วทำดูสิ...

            ฉันจะเป็นอะไรดี                     เป็นอะไร  เป็นอะไร                คิดแล้วทำดูสิ...

            ฉันจะเป็นอะไรดี                     เป็นอะไร  เป็นอะไร                คิดแล้วทำดูสิ...

ฉันจะเป็นเด็กดี ตั้งใจฟัง ตั้งใจฟังคุณครู

            2.1.3 ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บีบนวดส่วนต่างๆของร่างกาย

 

2.2 ประสบการณ์สำคัญ

            ด้านร่างกาย

            1. การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่

            2.การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นที่

            ด้านอารมณ์ จิตใจ

            1.การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี

            2.การร้องเพลง

            3.การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามความสามารถของตนเอง

            ด้านสังคม

            1.การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

            2.การเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน

            ด้านสติปัญญา

            1.กาพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่นและการกระทำต่างๆ

            2.การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ

3.วิธีการดำเนินกิจกรรม

ขั้นนำ

            3.1  เด็กเคลื่อนไหวร่างกายไปทั่วบริเวณอย่างอิสระตามสัญญาณที่กำหนด

            3.2 เด็กเคลื่อนไหวร่างกายไปทั่วบริเวณอย่างอิสระในระดับและทิศทางที่ต่างกันประกอบจังหวะที่ครูเคาะ

 

ขั้นดำเนินกิจกรรม

            3.3 ครูร้องเพลง ฉันจะเป็นอะไรดี ให้เด็กฟัง 2 รอบ

            3.4 ครูร้องเพลง ฉันจะเป็นอะไรดี และเด็กให้เด็กร้องตาม 2 รอบ

            3.5 เด็กและครูร้องเพลง ฉันจะเป็นอะไรดี เมื่อถึงท่อน คิดแล้วทำดูสิ... ให้เด็กตอบตามจินตนาการของตนเองพร้อมทำท่าทางประกอบ

ขั้นสรุป

            3.6 เด็กและครูผ่อนคลายกล้ามเนื้อ บีบนวดส่วนต่างๆของร่างกาย

            3.7เด็กและครู สนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาเพลงและสรุปเนื้อหาในเนื้อเพลง

4.สื่อ

            4.1 เครื่องเคาะจังหวะ

            4.2 ชาร์ตเพลง

5.การประเมินผล

            5.1 สังเกตการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย

            5.2 สังเกตการทำท่าทางตามจินตนาการ

            5.3 สังเกตการพูดและสนทนาตามจินตนาการ

 

 

 

                                   

 

แผนการจัดประสบการณ์เพลงปลายเปิด

สัปดาห์ที่ 1      วันที่ 2 เวลา .................                       ชั้นอนุบาลปีที่ 1

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ                      เพลง บอกหน่อย

1.จุดประสงค์

            1.1 เคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกายได้

            1.2 ทำท่าทางตามจินตนาการได้

            1.3 พูดและสนทนาตามจินตนาการได้

2.สาระการเรียนรู้

            2.1 สาระที่ควรรู้

            2.1.1 กิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน

            2.1.2กิจกรรมสัมพันธ์เนื้อหา

การร้องเพลงและทำท่าประกอบเพลงบอกหน่อย

เนื้อเพลงบอกหน่อย

บอกหน่อย บอกหน่อย บอกหน่อย บอกฉันหน่อย อะไรที่เป็นสี่เหลี่ยม

คิดสิ คิดสิ คิดสิ คิดแล้วตอบ...

            บอกหน่อย บอกหน่อย บอกหน่อย บอกฉันหน่อย อะไรที่เป็นวงกลม

คิดสิ คิดสิ คิดสิ คิดแล้วตอบ...

บอกหน่อย บอกหน่อย บอกหน่อย บอกฉันหน่อย อะไรที่เป็นสีแดง

คิดสิ คิดสิ คิดสิ คิดแล้วตอบ...

 

บอกหน่อย บอกหน่อย บอกหน่อย บอกฉันหน่อย อะไรที่เป็นสีเหลือง

คิดสิ คิดสิ คิดสิ คิดแล้วตอบ...

บอกหน่อย บอกหน่อย บอกหน่อย บอกฉันหน่อย อะไรที่เป็นสีดำ

คิดสิ คิดสิ คิดสิ คิดแล้วตอบ...

            2.1.3 ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นอนราบกับพื้นและกำหนดลมหายใจเข้าออก 1 นาที

2.2 ประสบการณ์สำคัญ

            ด้านร่างกาย

            1. การเคลื่อนไหวเคลื่อนที่

            2.การเคลื่อนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพื้นที่

            ด้านอารมณ์ จิตใจ

            1.การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี

            2.การร้องเพลง

            3.การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามความสามารถของตนเอง

            ด้านสังคม

            1.การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

            2.การเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเพื่อน

            ด้านสติปัญญา

            1.กาพูดอย่างสร้างสรรค์ในการเล่นและการกระทำต่างๆ

            2.การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ

 

3.วิธีการดำเนินกิจกรรม

ขั้นนำ

            3.1  เด็กเคลื่อนไหวร่างกายไปทั่วบริเวณอย่างอิสระตามสัญญาณที่กำหนด

            3.2 เด็กเคลื่อนไหวร่างกายไปทั่วบริเวณอย่างอิสระในระดับและทิศทางที่ต่างกันประกอบจังหวะที่ครูเคาะ

ขั้นดำเนินกิจกรรม

            3.3 ครูร้องเพลง บอกหน่อย ให้เด็กฟัง 2 รอบ

            3.4 ครูร้องเพลง บอกหน่อย และเด็กให้เด็กร้องตาม 2 รอบ

            3.5 เด็กและครูร้องเพลง บอกหน่อย พร้อมทำท่าทางประกอบเพลง เมื่อถึงท่อนสุดท้ายของเนื้อเพลง ให้เด็กตอบตามจินตนาการของตนเอง

ขั้นสรุป

            3.6 เด็กและครูผ่อนคลายกล้ามเนื้อ นอนราบกับพื้นและกำหนดลมหายใจเข้าออก 1 นาที

            3.7เด็กและครู สนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาเพลงและสรุปเนื้อหาในเนื้อเพลง

4.สื่อ

            4.1 เครื่องเคาะจังหวะ

            4.2 ชาร์ตเพลง

5.การประเมินผล

            5.1 สังเกตการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย

            5.2 สังเกตการทำท่าทางตามจินตนาการ

            5.3 สังเกตการพูดและสนทนาตามจินตนาการ




วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2564

งานแก้ไขวิจัย 29 มีนาคม 2564

 

ชื่อวิจัย  ผลของการใช้เพลงปลายเปิดที่มีต่อการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

ชื่อผู้วิจัย  นางสาวชลิดา ทารักษ์         (แก้ไข 29 เมษายน 2564)

บทที่ 1

ที่มาและความสำคัญของการวิจัย

                สำหรับเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบ โตโดยไปพร้อมกันทั้ง 4 ด้าน คือ ด้าน ร่างกาย สังคม อารมณ์จิตใจ และสติปัญญา พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ความคิดสร้างสรรค์ นับเป็นความสามารถที่สำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ซึ่งมีคุณภาพมากกว่าความสามารถด้านอื่นๆ และเป็นปัจจัยที่จำเป็นยิ่งในการส่งเสริมความก้าวหน้าของประเทศ (อารี พันธ์ม ณี, 2537, น.5) เด็กในช่วง 6 ขวบแรกของชีวิตเป็นระยะที่เด็กมีจินตนาการสูง ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ กำลังพัฒนาหากเด็กได้รับการจัดประสบการณ์ หรือกิจกรรมที่เหมาะสมต่อเนื่อง เป็นลำดับ ก็เท่ากับเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาความคิดสางสรรค์ของเด็กในวัยต่อมา ( เยาวพา เตชะคุปต์, 2542. 86 )  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควรต้องเริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย เด็กจึงเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ายิ่งเป็น ผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ อนาคตของชาติจึงขึ้นอยู่กับ คุณภาพของเด็ก เด็กที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ มีพัฒนาการทุกด้านที่เหมาะสมกับวัยจะเป็นผู้ที่ สามารถดำรงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข เป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ เด็กในวัย เริ่มแรกของชีวิต หรือที่เรียกว่า "เด็กปฐมวัยคือวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี จัดได้เป็นระยะที่สำคัญที่สุด ของชีวิต ทั้งนี้เพราะพัฒนาการทุกๆ ด้านของมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม บุคลิกภาพโดยเฉพาะ ด้านสติปัญญาจะเจริญมากที่สุดในช่วงนี้ (เยาวพา เตชมคุปต์, 2542, น. 12)

                จากการสังเกตพฤติกรรม พบว่า เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ที่เหมือนๆกัน การตอบคำถาม หรือการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆออกมาในรูปเหมือนกัน มีการเลียนแบบกันมากจนไป ไม่เกิดความคิดสร้างของตนเอง ซึ่งไม่สอดคล้องกับ ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษา ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ ดังจะเห็นได้จากจุดมุ่งหมายในการพัฒนาสติปัญญาของ บุคคล ให้เป็นที่รู้จักของเหตุและผล รู้จักแยกแยะรับผิดชอบ รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างฉลาด และรู้เท่า ทันความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและหลากหลาย มีความคิดสร้างสรรค์และใฝ่รู้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542 : 8) และนโยบายการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลใน แผนพัฒนาการศึกษา ได้มีมาตรการให้ปรับปรุงการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมโดยเน้นการ ฝึกสังเกต พิจารณา คิดค้นคว้าใฝ่หาความรู้ ตลอดจนกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และความคิดในการ นำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาอย่างมีระบบ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2534 : 233 234)

 เด็กในช่วง 6 ขวบแรกของชีวิตเป็นระยะที่เด็กมีจินตนาการสูง ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ กำลังพัฒนาหากเด็กได้รับการจัดประสบการณ์ หรือกิจกรรมที่เหมาะสมต่อเนื่อง เป็นลำดับก็เท่ากับเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในวัยต่อมา(เยาวพา เดชะคุปต์, 2542, น.86.) ตามทฤษฎีพัฒนาการของอิริคสัน วัย 3-6 ปี เป็นระยะที่เด็กมี จะทำให้เด็กพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ในทางตรงตรงกันข้ามถ้าเด็กถูกจำกัดควบคุมการคิด และ ความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเด็กได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการคิดทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเสรี การกระทำ เด็กก็จะรู้สึกอาย และไม่กล้าทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งจะมีผลเสียต่อการพัฒนา ขั้นต่อไป (Richard; & Norman, 1977, p. 199-202.)

                จากนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559 ได้ให้ความหมายของเด็กปฐมวัยว่า "เด็กปฐมวัย" คือ เด็กตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุ 5 ปี 11 เดือน 29 วัน หรือต่ำกว่า 6 ปี การจัดการการศึกษานั้นได้แบ่งเป็น 3 รูป แบบคือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยการจัดการศึกษาปฐมวัย ต้องเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญ และจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน เนื่องจากช่วงปฐมวัย เป็นช่วงที่มีการพัฒนาการด้านสมอง และการเรียนรู้อย่างรวดเร็วที่สุด ดังนั้นจึงถือได้ว่าช่วงปฐมวัย เป็นช่วงวัยที่ต้องการการปลูกฝังดูแลเป็นพิเศษ เพื่อจะได้เป็นรากฐานที่สำคัญของการเรียนรู้ และ การพัฒนาตลอดชีวิต ให้เติบโตเป็นเด็กฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต (การดูแลและ การศึกษาเด็กปฐมวัย, 2556)

                การส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยมีหลากหลายวิธี เช่น การเล่านิทาน การเล่นบทบาทสมมติ การอ่านคำคล้องจอง  เป็นต้น แต่ผู้วิจัยสนใจที่จะใช้วิธีการใช้เพลงปลายเปิดในการส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ ของเด็กปฐมวัย การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กโดยใช้บทเพลงเป็นวิธีได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากเด็กเป็นผู้ที่ชื่นชอบเพลงอยู่แล้วโดยธรรมชาติชอบเคลื่อนไหวกระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะ หากเราสามารถนำเพลงมาประกอบการสอนโดยให้เด็กมีโอกาสได้ร้องเล่นหรือได้ฟัง เด็กก็จะเกิดความสนุกสนาน ได้พักผ่อนจิตใจ ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ได้ความรู้ เพลงที่มีความหมายดีๆ ก็มีคุณค่าช่วยพัฒนาในด้านสังคมของเด็กและเด็กจะเกิดทัศนคติที่ดีต่อเรื่องราวต่างๆ ที่บรรจุไว้ในบทเพลงโดยไม่ต้องบังคับแต่อย่างใด เสียงเพลงจึงมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา และที่สำคัญก็คือเสียงเพลงช่วยให้การเรียนรู้ภาษาของเด็กเจริญอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับวิลซอก (Wilcox .1995 : 67-69) ที่กล่าวว่าเพลงควรจะมีอยู่ในชีวิตประจำวันเด็ก การร้องเพลงเป็นความสนุกสนานอย่างมากสำหรับเด็ก เด็กๆควรจะร้องเพลงให้บ่อยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเขาร้องเพลง เพลงจะช่วยเด็กในการพัฒนาภาษาและความจำได้อย่างดีเยี่ยม

                จากที่กล่าวมาข้างต้น การส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปฐมวัย เพราะช่วงปฐมวัยจะมีจิตนาการ และการคิดสร้างสรรค์ที่สูงมาก ซึ่งการใช้เพลงปลายเปิด สามารถส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นแนวทางสำหรับครู ผู้บริหาร ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับ เด็กปฐมวัยในการจัดและพัฒนารูปแบบของกิจกรรมศิลปะและการพัฒนาคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัยต่อไป

วัตถุประสงค์

                1.เพื่อส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยการใช้เพลงปลายเปิด

ประโยชน์ที่ได้รับ

          1.เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยแก่เด็กปฐมวัย

                2. นำผลงานวิจัยไปเป็นแนวทางให้หน่วยงานวิชาอื่นๆ ได้นำการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยและการทำงานร่วมกันระหว่างครูกับผู้ปกครอง

สมมติฐานการวิจัย

                เด็กปฐมวัยมีการคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นหลังจากการใช้เพลงปลายเปิด

ขอบเขตการวิจัย

ขอบเขตการวิจัยประกอบด้วย

1 ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                1.1ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน ชาย-หญิง อายุ3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล1โรงเรียน พญาไท สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 5 ห้อง ห้องเรียนละ 30 คน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 150 คน

                1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเป็นนักเรียน ชาย-หญิง อายุ3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล 1/5 โรงเรียน พญาไท สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 รวมนักเรียนทั้งสิ้น 30 คน ได้มาโดยวิธี การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม(Cluster Sampling ) 

ขอบเขตด้านตัวแปร

ตัวแปรต้น : เพลงปลายเปิด

ตัวแปรตาม : การคิดสร้างสรรค์

ขอบเขตด้านเนื้อหา

                                เนื้อหาการวิจัยครั้งนี้มาจากกลุ่มสาระการเรียนรู้.................................................

สาระที่........................................มาตรฐาน......................................................................

ตัวชี้วัดที่.........................................................................................................................................

หน่วยการเรียนรู้.............................................เรื่อง.........................................................................

จำนวนแผนการจัดการเรียนรู้..........................................................................แผนดังนี้

ขอบเขตด้านระยะเวลา

ในการวิจัยครั้งนี้  ผู้วิจัยใช้ แผนการจัดกิจกรรมการใช้เพลงปลายเปิด

สำหรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1 จำนวน 24 แผนโดยทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ระหว่างวันที่.............เดือน............................พ.ศ. .................ถึงวันที่..................เดือน..........................พ.ศ. .................ระยะเวลาการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ..............นาที รวมทั้งสิ้น 24 คาบ

นิยามศัพท์เฉพาะ

                1.เพลงปลายเปิด หมายถึง เพลงที่มีลักษณะการสอดแทรกคำถามปลายเปิดลงไปในเนื้อเพลง เนื้อเพลงจะมีความสนุกสนาน น่าสนใจ มีคำถามชวนคิด ต่อยอดความคิดของเด็ก และนำเพลงปลายเปิดนั้นมาจัดกิจกรรมให้กับเด็กแล้วทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์

                2.การคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานความรู้ จินตนาการและประสบการณ์

                2.1 ความคิดริเริ่ม หมายถึง การคิดที่แตกต่างไปจากความคิดธรรมดาหรือความคิดของบุ

                2.2 ความคิดคล่องแคล่ว หมายถึง การคิดและการเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วได้จำนวนมาก ซึ่งแสดงถึงความสามารถของสมองในการคิด

                2.3 ความคิดยึดหยุ่น หมายถึง การคิดได้หลายประเภท หลายแง่มุม หลายรูปแบบ ใน ชิ้นงานเดียวกัน

                 2.4 ความคิดละเอียดลออ หมายถึง การคิดที่เกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ของชิ้นงานศิลปะ สร้างสรรค์ที่สร้างขึ้นอาจเป็นการเพิ่มเติมเสริมแต่งความคิดครั้งแรกทำให้ผลงานมีความแปลกใหม่และ สำเร็จ สมบูรณ์มากขึ้น

                3.เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กนักเรียนชาย หญิง อายุระหว่าง 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 1/5 โรงเรียนพญาไท        ปีการศึกษา2564

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

                 1.1 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์

                1.2 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์

                1.3 ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์

                1.4 พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์

                1.5 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

                1.6 กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์

                1.7 ทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์

                1.8 ลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

                1.9 แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

                1.10 งานวิจัยที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์

2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพลงและดนตรีสำหรับเด็กปฐมวัย

                2.1 ความหมายของเพลงและดนตรี

                2.2 ความสำคัญของเพลงประกอบการสอน

                2.3 ลักษณะของเพลงเด็กปฐมวัย

                2.4 รูปแบบการจัดกิจกรรมการร้องเพลง

 

 

 

 

3.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้คำถามปลายเปิด

                3.1 ความหมายของคำถามปลายเปิด

                3.2 ลักษณะและชนิดของคำถามปลายเปิด

                3.3 การสร้างคำถามปลายเปิด          

                3.4 ขั้นตอนการสร้างคำถามปลายเปิด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

                 1.1 ความหมายของความคิดสร้างสรรค์

                การคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถที่สำคัญของมนุษย์ ในการคิดค้นสิ่งใหม่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ การคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นลักษณะที่มีอยู่ในตัวบุคคล มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งมีนักทฤษฎีและนักวิจัยได้ให้ความหมายของ ความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้

                เทเลอร์ (สุวรรณา ก้อนทอง 2547: 31; อ้างอิงจาก Taylor. 1964: 108 - 109) ได้กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถที่จะย้อนกลับเพื่อการแก้ปัญหาแนวทางใหม่ ซึ่งเสนอความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยความ คิดคล่องแคล่วในการคิด เป็นการกระตุ่นความคิดจากภายใน และร่วมกันใช้ความคิดเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความมั่นใจมากขึ้น ความคิดยึดหยุ่นเป็น การพิจารณาปัญหาได้หลายแง่และความคิดริเริ่มเป็นการพิจารณาสิ่งต่างๆ ในทางที่แปลก

                กิลฟอร์ด มีความเห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถทางสมอง เป็นความสามารถ หลากหลายทิศทาง หรือเป็นความคิดแบบอเนกนัย (divergent thinking) คือการคิดหลายแง่มุม คิด กว้างไกล (Guilford.1967:61) ลักษณะความคิดเช่นนี้จะนำไปสู่การคิดประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่อันรวม ไปถึงการคิดค้นพบวิธีการแก้ปัญหาได้สำเร็จ อันประกอบด้วยลักษณะความคิดริเริ่ม (Originality) ความคิดคล่องตัว (Flueney) ความยืดหยุ่นในการคิด (Flexibility) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)

                ทอแรนซ์ (สุวรรณา ก้อนทอง 2547: 30: อ้างอิงจาก Torrance,E.P. 1964)ได้ให้ความหมายว่า คิดสร้างสรรค์หมายถึงกระบวนการของความรู้สึก ไวต่อการแก้ปัญหาหรือสิ่ง บกพร่องที่ขาดหายไปแล้วรวมความคิดตั้งเป็นสมมติฐานขึ้นและทำการทดลองสมมติฐาน และรายงาน ผลที่ได้จากการค้นความคิดสร้างสรรค์ของคนมีความแตกต่างกันตามระดับความมากน้อย ซึ่ง ทอแรนซ์ (Torrance E.P. 1964) ได้ให้ทัศนะว่า ผลของความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่จำเป็นต้องถึงขั้นสูงสุด ดังเช่น การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ หรือการสร้างทฤษฎีที่ต้องใช้ความคิดด้านนามธรรม แต่อาจจะเป็นขั้นหนึ่ง ขั้นใดใน 5 ขั้น ต่อไปนี้

ขั้นที่ 1 เป็นขั้นแสดงออกมาอย่างอิสระในด้านความคิดริเริ่ม โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ของงาน ขั้นที่ 2 งานที่ได้ผลผลิตชั้นนี้ต้องอาศัยทักษะบางอย่าง

ขั้นที่ 3 เป็นงานประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำแบบใคร

 ขั้นที่ 4 เป็นการปรับปรุงงาน ขั้นที่ 3 ให้ดี

                สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นหมายถึง กระบวนการคิดทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ ซึ่งมีกระบวนการต่างๆในการคิด มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละตัวบุคคล เพื่อใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

                1.2 ความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์

                อารี รังสินันท์ (2532: 498) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อตนเอง และ ต่อสังคมดังต่อไปนี้

                1. ต่อตนเอง

                1.1 ลดความเครียดทางอารมณ์ บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ต้องการแสดงออก อย่างอิสระทั้งความคิดและการ ปฏิบัติ มีความมุ่งมั่นจริงจังในสิ่งที่คิด หากทำได้ตามที่คิดจะทำให้ลด ความเครียด และความกังวล เพราะได้สนองตอบความต้องการพื้นฐานของตนเอง ซึ่งลักษณะต่างๆ ที่ บุคคลที่สร้างสรรค์ต้องการตอบสนอง ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็นความสนใจศึกษาค้นคว้า ต้องการ เผชิญกับสิ่งที่ท้าทายความสามารถ เป็นต้น

                1.2 มีความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเป็นสุขบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เมื่อ ได้ทำในสิ่งที่ตนคิด ได้เล่น ได้ทดลองกับความคิดจะรู้ที่ดีใจตื่นเต้นกับผลงานที่จะเกิดขึ้นจะทำงาน อย่างเพลิดเพลินทุ่มเทอย่างจริงจังเต็มกำลังเต็มความสามารถและทำอย่างมีความสุขแม้จะเป็นงาน หนักแต่จะเป็นเรื่องที่ง่ายและเบาจะเห็นว่าการทำงานของศิลปินนักวิทยา ศาสตร์ และนักสร้างสรรค์ สาขาต่าง ๆ จะใช้เวลาทำงานติดต่อกันครั้ง ละหลายๆ ชั่วโมง และทำอย่างต่อเนื่องกันหลายปี จนค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่สามารถผลิตและสร้างสรรค์ออกมาได้

                1.3 มีความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตนเอง การได้ทำในสิ่งที่ตนคิด ได้ทดลอง ได้ ปฏิบัติจริงเมื่องานนั้นได้ประสบความสำเร็จจะทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นใน ตนเองหากงานนั้นไม่สำเร็จบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์จะเข้าใจและยอมรับผลที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้และ ค้นพบบางสิ่งบางอยากจากความไม่สำเร็จ ช่วงนี้จะเป็นพื้นฐานให้เกิดความมุมานะ พยายาม และมี ความกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อความสำเร็จต่อไป

                2. ต่อสังคม

                2.1 ทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะผลงานสร้างสรรค์นำมาซึ่งความ แปลกใหม่ทำให้สังคมเจริญก้าวหน้า ถ้าสังคมหยุดนิ่งจะทำให้สังคมหล้าหลัง

                2.2 ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ประดิษฐกรรมความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เช่น เครื่องจักรรถยนต์ รถแทรกเตอร์ เครื่องวิดน้ำ เครื่องนวดข้าว เครื่องเก็บผลไม้ เครื่องบด สิ่งเหล่านี้ ช่วยในการผ่องแรงของมนุษย์ได้มาก ช่วยลดความเหนื่อยยากล่ำบากและความทรมานได้มาก ไม่ต้อง ทำงานหนัก ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

                 2.3 ช่วยให้เกิดความสะดวกสบายและรวดเร็ว การค้นพบจักรยาน รถยนต์ เรือ เครื่องจักร รถไฟ เครื่องบิน ยานอวกาศ ท่าให้การคมนาคมติดต่อกันการเดินทางขนส่งสะดวกสบาย ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น

                2.4 ความปลอดภัยในชีวิตและการมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นการค้นพบทางการแพทย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้ชีวิตมนุษย์ไม่ต้องเสี่ย งอันตราย การค้นพบยารักษาโรค ป้องกันโรค เช่น การค้นพบวัคซีนต่างๆ ทำให้มนุษย์รอดพ้นจากการเป็นโรคไปตโย วัณโรค เป็นต้นการค้นพบความรู้ ใหม่ๆ ในเรื่องโภชนากาการออกกำลังกายการดูแลสุขภาพอนามัยต่างๆ ทำให้ประชาชนรู้จักปฏิบัติคน ในด้านการป้องกัน ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยทั้งร่างกายและจัดใจ มีส่วนทำให้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น

                2.5 ช่วยประหยัดเวลา แรงงานและเศรษฐกิจ ผลการค้นพบในด้านต่างๆ ทาง วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การแพทย์ การศึกษาการเกษตรช่วยให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นสามารถนำ พลังงานไปใช้ทำอย่างอื่นเพื่อก่อให้เกิดรายได้และเพิ่มพูนเศรษฐกิจได้มากขึ้นมีเวลาหาความรู้ชื่นชม กับความงามสุนทรียภาพและศิลปะได้มากขึ้น

                26.ช่วยในการแก้ปัญหาสังคมเนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจึงจำเป็นต้องคิดหรือหาวิธีใหม่ๆ มาใช้แก้ปัญหาให้หมดไป

                2.7 ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและดำรงไว้ซึ่งมนุษยชาติ ความคิดสร้างสรรค์ ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศิลปะ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ช่วยยกมาตรฐานการ ดำเนินชีวิต ทำให้มนุษย์เป็นสุข และสามารถสร้างสรรค์สังคมให้เจริญขึ้นตามลำดับ

                ผุสดี กุฎอินทร์ (2526:73)ได้กล่าวถึงคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ว่า

                 1.คุณค่าต่อสังคม

                 คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ที่มีต่อสังคมนั้นได้แก่การที่บุคคลได้คิดและสร้างสรรค์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อประโยชน์สุขและความเจริญก้าวหน้าของสังคมหรือหาวิธีการแก้ไขปัญหาจน ประสบความสำเร็จและมีประโยชน์ต่อสังคม เช่น ความเจริญก้าวหน้าในด้านการเกษตร การคมนาคม ความเจริญทางด้านการแพทย์ เป็นต้น

                2.คุณค่าต่อตนเอง

                ความสามารถในการสร้างสรรค์นั้นนับว่ามีคุณค่าต่อบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะการสร้างผลงานชิ้นใดขึ้น จะทำให้ผู้สร้างสรรค์มีความพึงพอใจและมีความสุข เช่น การที่เด็ก สร้างสรรค์งานด้วยตนเอง จะสร้างความพึงพอใจแก่เด็กไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การต่อสิ่งของให้ เป็นรูปร่างต่าง ๆ การคิดเกมการเล่นที่แปลกใหม่ เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตน มั่นใจในตนเอง ซึ่งมีผลไปถึงแบบแผนบุคลิกภาพและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมของเด็ก

 

                จอร์ชิลด์ (Jersild,1960) กล่าวไว้ว่าความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อการเรียนที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้านต่างๆ ดังนี้

                1. ช่วยส่งเสริมสุนทรียภาพ ผู้เรียนจะชื่นชมและมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดขึ้นมาซึ่ง ผู้สอนควรทำเป็นตัวอย่าง โดยการยอมรับและชื่นชมในผลงานของผู้เรียนการพัฒนาสุนทรียภาพแก่ ผู้เรียนโดยส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นว่า ผลงานที่ผู้เรียนคิดหรือสร้างขึ้นมามีความหมายสำหรับตัวเขา และ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักสังเกตสิ่งที่แปลกจากสิ่งธรรมดาสามัญ ให้ได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินและหัดให้ผู้เรียนสนใจในสิ่งต่างๆ รอบตัว

                 2.เป็นการผ่อนคายอารมณ์การทำงานอย่างสร้างสรรค์เป็นการผ่อนคลายอารมณ์ลดกดดัน ความคับข้องใจ และลดความก้าวร้าว

                3. สร้างนิสัยในการทำงานที่ดี ในขณะที่ผู้เรียนทำงานผู้สอนควรสอนระเบียบและนิสัยที่ดีใน การทำงานควบคู่ไปด้วยเช่น หัดให้ผู้เรียนรู้จักเก็บสิ่งของให้เป็นที่ ล้างมือเมื่อทำงานเสร็จ              4. การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาผู้เรียนส่วนใหญ่จะชอบทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้ใช้จินตนาการในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นผู้สอนจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้จินตนาการของเขาใน การพัฒนาการทดลองสร้างสิ่งใหม่เช่น ฝึกให้ผู้เรียนสมมติตนว่าเป็นนักก่อสร้างหรือสถาปนิก

                สรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ มีความสำคัญสำหรับตัวบุคคลและสังคม ที่ทำให้บุคคลได้คิดและสร้างสรรค์ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อประโยชน์สุขและความเจริญก้าวหน้าของตนเองและสังคมหรือแก้ไขปัญหาให้ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้นไปถึงแบบแผนบุคลิกภาพและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมของเด็ก

               

1.3 ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์

                ทฤษฎีโครงสร้างสมรรถภาพทางสมองหรือทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญา เป็น แนวทางของกิลฟอร์ด นักจิตวิทยาชาวอเมริกันได้ศึกษาวิจัยการวิเคราะห์ตัวประกอบ (FactorAnalysis) ทางสติปัญญาเป็นเวลาประมาณ 20 ปีโดยค้นพบความคิดเอกนัยและอเนกนัยเป็นความคิดสร้างสรรค์ ความมีเหตุผล และการแก้ปัญหา กิลฟอร์ด ได้แบ่งสมรรถภาพทางสมองออกเป็น 3 มิติ ดังนี้

                มิติที่ 1 เนื้อหา (Content) หมายถึงเนื้อหาข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่เป็นสื่อในการคิดที่สมองรับเข้าไปคิดแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ คือ

                1. ภาพ (Figural: F) หมายถึงข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่เปนรูปธรรม หรือรูปที่แน่นอน ซึ่ง สามารถรับรู้และทำให้เกิดความรู้สึกนึกคิดได้ เช่น ภาพ เป็นต้น

                2. สัญลักษณ์ (Symbolic: S) หมายถึง ข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่อยู่ในเครื่องหมายต่างๆ เช่นตัวอักษร ตัวเลข โน้ตดนตรีและสัญลักษณ์อื่นๆ

                3. ภาษา (Semantic: M) หมายถึงข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่อยู่ในรูปของถ้อยคำที่มีความหมาย ต่างๆ กัน ใช้ติดต่อสื่อสารได้ เช่น พ่อ แม่ เพื่อน ชอบ โกรธ เสียใจ เป็นต้น

                4. พฤติกรรม (Behavior: B) หมายถึง ข้อมูลที่แสดงออก กิริยา อาการ การกระทำที่ สามารถสังเกตเห็น รวมทั้งทัศนคติ การรับรู้ การคิด เช่น การยิ้ม การหัวเราะการสั่นศีรษะ การแสดง ความคิดเห็น เป็นต้น

                มิติที่ 2 วิธีการคิด (Operation) หมายถึง มิติที่แสดงลักษณะกระบวนการปฏิบัติงาน หรือกระบวนการคิดของสมอง แบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ คือ

                1. การรับการเข้าใจ (Cognition: C) หมายถึงความสามารถทางสมองของบุคคลที่ ตีความเมื่อเห็นสิ่งเร้าได้

                2. การจำ (Memory: M) หมายถึง ความสามารถในการเก็บสะสมความรู้และข้อมูล ต่างๆ แล้วสามารถระลึกได้เมื่อต้องการ

                 3. การคิดแบบอเนกนัย หรือความคิดกระจาย (Divergent Thinking: D) หมายถึง ความสามารถในการคิดตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้หลายรูปแบบ หลายแง่หลายมุม

                4. การคิดแบบเอกนัยหรือความคิดรวมConvergent Thinking: N) หมายถึงความสามารถ ในการคิดหาคำตอบที่ดีที่สุดจากข้อมูลหรือสิ่งเร้าที่กำหนด

                5. การประเมินค่า (Evaluation: E) หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่สามารถหา เกณฑ์ที่สมเหตุสมผล สาสมารถตัดสินเกี่ยวกับความดีความงามความเหมาะสมสามารถสรุปได้ว่า ข้อมูลอื่นใดบ้างที่สอดคล้องกับเกณฑ์ ตั้งขึ้น

                มิติที่ 3 ผลของการคิด หมายถึง มิติที่แสดงผล (Product) ที่ได้จากการทำงาน การจัดการกระทำ วิธีการคิดจากข้อมูลจากเนื้อหา ผลการคิดออกมาในรูปลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้คือ

                1. หน่วย (Unit U) หมายถึงสิ่งที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวและแตกต่างไปจากสิ่งอื่นๆ

                2. จำพวก (Class: C) หมายถึงประเภท จำพวก หรือกลุ่มของหน่วยที่มีคุณสมบัติหรือลักษณะร่วมกัน

                3. ความสัมพันธ์ (Relation: R) หมายถึง ผลของการเชื่อมโยงความคิดของประเภท หรือหลายประเภทเข้าด้วยกัน โดยอาศัยลักษณะบางอย่างเป็นเกณฑ์ ความสัมพันธ์อาจจะอยู่ในรูป ของหน่วยกับหน่วยจำพวกกับจำพวก หรือระบบกับระบบ

                 4. ระบบ (Systerm: S) หมายถึง การเชื่อมโยงของสิ่งเร้า โดย อาศัยกฎเกณฑ์ หรือ ระเบียบแบบแผนบางอย่าง

                5. การแปลงรูป (Transformation: T) หมายถึง การเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ดัดแปลง ตีความขยายความ ให้นิยามใหม่ หรือการจัดองค์ประกอบของสิ่งเร้าหรือข้อมูลออกมาในรูปใหม่ โครงสร้างของสมรรถภาพทางสมอง หรือการวัดเชาว์ปัญญาของกิลฟอร์ด แบ่งออกเป็น 120 เซลล์ หรือ 120 องค์ประกอบ โดยในแต่ละตัวจะประกอบด้วยหน่วยย่อยของ 3 มิติ เรียงจากเนื้อหาวิธีการคิด และผลของการคิด (Content Operation-Product)

                ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ อี พอล ทอร์แรนซ์ (E. Paul Torrance) นิยามความคิดสร้างสรรค์ว่าเป็นกระบวนการของ ความรู้สึกไวต่อปัญหา หรือสิ่งที่บกพร่องขาดหายไปแล้วรวบรวมความคิดตั้งเป็นสมมติฐานขึ้น ต่อจากนั้นก็ทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อทดสอบสมมติฐานนั้น กระบวนการเกิดความคิดสร้างสรรค์ตามทฤษฎีของ ทอร์แรนซ์ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ชั้น ดังนี้

                 1. การค้นหาข้อเท็จจริง (Fact Finding) เริ่มจากความรู้สึกกังวล สับสนวุ่นวาย แต่ยังไม่ สามารถหาปัญหาได้ว่าเกิดจากอะไร ต้องคิดว่าสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดคืออะไร

                2. การค้นพบปัญหา (Problem Finding) เมื่อคิดจนเข้าใจจะสามารถบอกได้ว่าปัญหาต้นตอคืออะไร

                3. กล้าค้นพบความคิด (Ideal - ต่างๆ เพื่อทดสอบความคิด Finding) คิดและตั้งสมมติฐาน ตลอดจนรวบรวมข้อมูล

                4. การค้นพบคำตอบ (Solution - Finding) ทดสอบสมมติฐานจนพบคำตอบ

                5. การยอมรับจากการค้นพบ (Acceptance - Finding) ยอมรับคำตอบที่ค้นพบและคิดต่อ ว่าการค้นพบจะนำไปสู่หนทางที่จะทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ต่อไปที่เรียกว่า การท้าทายในทิศทาง ใหม่ (New Challenge)

                ทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ตามแนวความคิด ของนักมนุษยนิยม มาสโล (Abraham H. Maslow) และโรเจอร์ (Rogers) เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญของแนวคิดกลุ่มนี้ โดยมีความคิดว่า ผู้ที่มี ความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้ที่รู้จักตนเองตามสภาพที่เป็นจริง เข้าใจตนเองยอมรับตนเองทั้งในส่วนที่ บกพร่องและในส่วนดี รู้ทั้งจุดอ่อนและตระหนักในความสามารถของตนเองพึ่งตนเอง ริเริ่มและนำ ตนเองได้ สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ มีอิสระเสรีภาพในการคิด ตัดสินใจเลือก ทำสิ่งๆ โดยไม่ให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน มองเห็นศักดิ์ศรีคุณค่าของตนเอง และสามารถสร้างสรรค์ ตนเองและสังคมให้เกิดประโยชน์สุขการที่บุคคลสามารถพัฒนาและไปถึงเป้าหมายดังกล่าว กลุ่ม มนุษยนิยมเน้นถึงสถานการณ์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ว่า ต้องประกอบด้วย

                 1. ภาวะความปลอดภัยทางจิต

                 1.1 การยอมรับในค่าของคนแต่ละคน

                 1.2 ไม่มีการตีราคาประเมินหรือเปรียบเทียบความคิดเห็นและผลงาน ทุกคนทำงานงาน                 1.3 ความมั่นใจในตัวเอง มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง และเต็มใจที่จะรับผิดชอบ ด้วยความสบายใจ ในความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของตนได้

                2. ภาวะที่มีเสรีภาพในการแสดงออก

                2.1 มีจิตใจกว้างที่จะเปิดรับประสบการณ์ เต็มใจจะรับรู้ความคิด มีความสนใจต่อ เหตุการณ์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก

                2.2 ปรารถนาที่จะเล่นกับความคิด และสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ นักมนุษยวิทยามีความ เชื่อว่า บุคลที่รู้จักคนตรงตามสภาพที่เป็นจริง จะสามารถพัฒนาศักยภาพของตนให้เต็มที่ ภายใต้ ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ และการมีเสรีภาพในการแสดงออก จะทำให้เกิดผลผลิตสร้างสรรค์ได้

                สรุปได้ว่า จากทฤษฎีที่นักวิชาการ กล่าวมา ความคิดสร้างสรรค์คือกระบวนการทางสมอง ซึ่งมีหลากหลายขั้นตอน หลากหลายมิติ ทำให้ค้นพบคำตอบ แนวคิดสิ่งใหม่ๆ ที่พัฒนามนุษย์ให้ดียิ่งข้น

                1.4 พัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์

                ลูโกและเฮอร์ซี (สุโขทัยธรรมมาธรา2536:76 อ้างอิงจาก Lugo and Hershey, 1979 :90) ได้ กล่าวถึงลักษณะพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นคุณ ลักษณะที่คอนข้างจะเป็นธรรมชาติของเด็กวัยนี้ ซึ่งหมายความว่าเรามักเห็นลักษณะของความคิด สร้างสรรค์ปรากฏชัดในวัยนี้มากกว่าวัยอื่น พี่อาเจต์และนักจิตวิทยาหลายคนเชื่อว่าการเล่นอย่างใช้ จินตนากรเป็นกระบวนการพื้นฐานสำหรับพัฒนาการทางความคิดแสวงนาสิ่งที่น่าสนใจอยู่เสมอ เด็ก จะประยุกต์วิธีการที่คุ้นเคยเข้าไปสู่สถานการณ์ใหม่ หรือ ค้นพบวิธีการเผชิญสิ่งใหม่ด้วยความ กระตือรือร้น ในการส่งเสริมการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ของเด็กปฐมวัยนั้นจึงจำเป็นต้องให้กำลังใจเด็ก ให้ เด็กได้มีโอกาสได้รับประสบการณ์ที่สามารถพบความสำเร็จเพื่อที่จะสานต่อและนำไปสู่สถานการณ์ที่ ซับข้อน และผู้ใหญ่ควรช่วยสร้างความมั่นใจในตนเองให้กับเด็กเพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดสร้าง สรรค์ได้โดยไม่มีอุปสรรคมากนัก

                 จากการศึกษาเอกสารและทัศนะของนักการศึกษา กล่าวได้ว่า ลักษณะพัฒนาการทาง จินตนาการตามระดับอายุต่าง ๆ ของเด็กก่อนวัยเรียน ในช่วงอายุ 0-7 ปี สามารถสรุปได้ ดังนี้                ช่วงแรกเกิดถึง 2 ขวบ เด็กเริ่มมีการพัฒนาจินตนาการในช่วงขวบแรก เด็กมีความต้องการที่ จะเรียนรู้ชื่อสิ่งต่าง ๆ มีการพยายามที่จะเลียนแบบเสียงและจังหวะ รวมไปถึงการกระตือรือร้นที่จะได้ สัมผัส และมีความอยากรู้อยากเห็น วิธีการที่เด็กจะแสดงออกนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล

                ช่วงอายุ 2 ขวบ ถึง 4 ขวบ เด็กจะเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและทำสิ่งนั้น ซ้ำ ๆ โดยการเล่น ที่ใช้จินตนาการ จะมีความตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่ตามธรรมชาติ ช่วงของความสนใจในเด็กจะสั้น และมีการเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เด็กจะเริ่มมีพัฒนาการความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความ ต้องการที่จะอยากรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว

                ช่วงอายุ 4 ขวบ ถึง 7 ขวบ เด็กจะมีการเรียนรู้วิธีการวางแผน มีการเรียนรู้บทบาทของผู้ใหญ่ โดยการเล่นบทบาทสมมุติ มีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่เป็นจริงและถูกต้อง มีความสามารถเชื่อมโยง เหตุการณ์ต่าง ๆ แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลในสิ่งนั้นก็ตาม วัยนี้เป็นวัยของการพยายามทดลองแสดงบท บาทหลาย ๆ บทบาทจากการเล่นจินตนาการ เด็กเริ่มเข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น และเริ่มคิดว่าการ กระทำของตนเองมีผลกระทบต่อบุคคลอื่นอย่างไร

                แมคมิลแลน (macmillan, n.d. อ้างถึงใน อารี รังสินันท์, 2532, 41-42) ได้แบ่ง พัฒนาการทางจินตนาการขอเด็กออกเป็น 3 ขั้น คือ

                 ขั้นที่ 1 เป็นขั้นที่เด็กเล็กๆ มีความรู้สึกเกี่ยวกับความงาม ซึ่งเป็นทางนำไปสู่ความจริง

                ขั้นที่ 2 เป็นระยะที่เด็กเริ่มเข้าใจถึงความเป็นจริง เด็กจะเริ่มมีคำถามถึงสาเหตุและผลด้วย การถามว่า “ทำไม”

 ขั้นที่ 3 เด็กเริ่มเข้าใจที่ละน้อยๆ ในสิ่งที่เด็กพบเห็นในโลกแห่งความจริง

                 อี พอล ทอร์แรนซ์ (E. Paul Torrance, 1964 อ้างถึงใน สุวรรณา ก้อนทอง, 2547, 29) ได้กล่าวถึงพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้              

                แรกเกิด – 2 ปีในระยะขวบแรกของชีวิต เด็กเริ่มพัฒนาการด้านจิตนาการ จะเห็นได้จากที่ เด็กเริ่มถามชื่อสิ่งต่างๆ การพยายามทำสิ่งต่างๆ หรือจังหวะ เด็กเริ่มแสวงหาโอกาสทำสิ่งแปลกใหม่ไป กว่าเดิมโดยมีความกระตือรือร้นที่จะทำ ที่จะคิดสำรวจสิ่งต่างๆ มากขึ้น โดยเริ่ม ซิม ดม สัมผัส ด้วย ความอยากรู้อยากเห็น ดังนั้น การส่งเสริม สนับสนุนให้เด็กได้สำรวจ โดยการจัดสภาพแวดล้อมที่ ปลอดภัย มีที่ว่าง มีวัสดุอำนวยต่อการคิดการเล่น จะสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาความคิดจินตนาการได้           

                 ระยะ 2 – 4 ปี เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ตรง แล้วถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับรู้ โดยการแสดงออกทางจินตนาการ เช่นเด็กไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ให้เล่นน้ำร้อน เมื่อเด็กมีโอกาสสัมผัสจับ ต้องน้ำร้อน ก็จะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เล่นไม่ได้ ในระยะนี้เด็กจะตื่นเต้นกับประสบการณ์ต่างๆ เด็กมีช่วงสนใจ สั้น เริ่มรู้ สึกเป็นของตัวเอง และเกิดความเชื่อมั่น แต่การเรียนรู้ใหม่ๆ อาจจะทำให้เด็กตกใจ หวาดกลัว ดังนั้น ครู พ่อ แม่และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรระมัดระวังให้เด็กอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ ปลอดภัยอยู่เสมอ ของเล่นที่ช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็กได้ดี คือ ของเล่นที่ไม่มีโครงสร้างตามตัว เช่น ดินเหนียว ดินน้ำมัน ไม้บล็อก

                ระยะ 4 – 6 ปี ในวัยนี้เป็นวัยที่เด็กที่มีจินตนาการสูง เด็กเริ่มสนุกสนานกับการวางแผนและ การคาดคะเนในสิ่งที่เกิดขึ้นจากการเล่น เด็กเริ่มเลียนแบบผู้ใหญ่หรือผู้ใกล้ชิด มีความอยากรู้อยาก เห็น เด็กพยายามค้นหาข้อเท็จจริง เด็กเริ่มเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และเริ่มคิดคำนึงถึงการกระทำ ของคนที่มีผลต่อบุคคลอื่น จากการเล่น และการแสดงบทบาทสมมุติตามจิตนาการ ครู พ่อ แม่ และผู้ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรส่งเสริมให้เด็กเล่นตามลำพัง เพราะการเล่นตามลำพังจะช่วยพัฒนาการ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ โดยการจัดหาของเล่นต่างๆ เช่นวัสดุเหลือใช้ประเภท ต่างๆ หรือของเล่นที่ไม่ใช้แล้วให้เด็กเล่น

                สรุปได้ว่า พัฒนาการความคิดสร้างสรรค์นั้นเริ่มจาก เด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ มีพัฒนาการในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ที่ดีและมีจินตนาการที่ไวมาก หากได้รับการจัดประสบการณ์และเอื้ออำนวยการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมที่เหมาะสมอย่างธรรมชาติที่เหมาะสมกับเด็ก

                1.5 องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์

                กิลฟอร์ดและฮอฟเนอร์(Guilford; & Hoepfner. 1971: 125-143) ได้กล่าวว่า ความคิด สร้างสรรค์ต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 8 องค์ประกอบคือ

                 1. ความคิดริเริ่ม (Originality)

                 2. ความคิดคล่องตัว (Fluency)

                3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)

                 4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)

                5. ความไวต่อปัญหา (Sensitivity of Problern)

                6. ความสามารถในการให้นิยามใหม่ (Rectatirnition)

                7. ความซึมซาบ (Ponetration)

                8. ความสามารถในการทำนาย (Prediction)

                 เยลเลน และเออร์บัน (วีณา ประชากูล2547: 32-33; อ้างอิงจาก Jellen, & Urban 1986: 141) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ไว้ดังนี้

                 1. ความคิดคล่องแคล้ว

                2. ความคิดยืดหยุ่น

                 3. ความคิดริเริ่ม

                4. ความคิดละเอียดลอย

                5. การกระทำที่แสดงถึงการเสี่ยงอันตราย

                 6. การผสมให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น การจัดรวมสิ่งต่างๆ ให้มีความต่อเนื่อง

                วิชัย วงษ์ใหญ่ กล่าวถึงองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ไว้ ดังนี้

                1. ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง ความคิดที่แปลก แตกต่างจากบุคคลอื่น

                2. ความว่องไว หรือความพรั่งพรู ปริมาณการคิดพรั่งพรูออกมามากกว่าบุคคลอื่น 3. ความคล่องตัวชนิดของความคิดที่ปรากฏออกมาจะแตกต่างกันออกไปโดยไม่ซ้ำกันเลย ความคิดละเอียดลออ ประณีต ความคิดที่แสดงออกมานั้นละเอียดลออ สามารถที่ จะนำมาทำให้สมบูรณ์เป็นจริงได้ (วิชัย วงษ์ใหญ่ 2533.7)

                สรุปได้ว่า องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อ คือ    1.ความคิดริเริ่ม(Originality)  2.ความคิดคล่องตัว (Fluency)  3.ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)                                    4.ความคิดละเอียดลออ(Elaboration) เป็นกระบวนการที่เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ

                1.6 กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์

                ฮัทชิสัน (Hutchison, 1949: 42-44) กล่าวถึง กระบวนการคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการหยั่งรู้ (Intuition) ซึ่งมีขั้นตอนของการคิดดังนี้

                1. ขั้นเตรียม (The Stage of Preparation) เป็นการรวบรวมประสบการณ์เก่าๆ มา ลองผิดลองถูกและตั้งสมมติฐานเพื่อแก้ปัญหา

                 2. ขั้นคิดแก้ปัญหา (The Stage of Frustation) เป็นระยะที่เกิดความกระวนกระวาย ใจเกิดความสึกเครียด อันเนื่องมาจากการครุ่นคิดแก้ปัญหา แต่ยังคิดไม่ตก

                3. ขั้นเกิดความคิด (The Period of Moment of Insight) เป็นระยะที่เกิดแนวความคิดแวบ ขึ้นมาในสมอง คิดคำตอบได้ออกมาในทันทีทันใด 

                4. ขั้นพิสูจน์ (The Stage of Verification) เป็นระยะเวลาของการตรวจสอบประเมินผล โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ เพื่อตรวจดูว่าคำตอบที่ได้ถูกต้องหรือไม่วอลลาส (Wallas. 1962: 36) ได้แบ่ง กระบวนการคิดสร้างสรรค์ออกเป็น 4 ขั้น คือ

                1. ขั้นเตรียม (Period of Perparation) เป็นชั้นที่พยายามรวบรวมข้อเท็จจริง เรื่องราวและแนวคิดต่างๆ ที่มีอยู่เข้าด้วยกัน เพื่อหาความกระจ่างของปัญหา ประเมินผลถึงวิธีการที่จะ ใช้แก้ปัญหา

2. ขั้นเพาะความรู้ (Period of Incubation) ระยะนี้ผู้คิดต้องใช้ความคิดอย่างหนัก เพื่อนำความรู้ที่รวบรวมไว้แต่แรกเข้าประสมกลมกลืนเข้าเป็นร องรอย และครุ่นคิดอยู่นั้นจิตใต้สำนึก (Uriconscious Mind) มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

3. ขั้นเกิดความคิด (Period of lumination) เป็นระยะที่เกิดการหยั่งรู้ ตระหนักถึง คำตอบที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหานั้น

 4. ขั้นพิสูจน์ (Period of Verification) เป็นการเก็บรวบรวมความรู้ที่ได้จากการหยั่งรู้ แล้วทดสอบว่าสิ่งนั้นสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ และสรุปเป็นเกณฑ์ต่อไป

                ทอแรนซ์ (วีณา ประชากูล 2547: 33, อ้างอิงจาก Torrance. 1965: 121 - 124) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการแก้ปัญหาสร้างสรรค์ (Creative Problem Solving) ซึ่งแบ่งเป็นขั้นดังนี้

                 1. ขั้นค้นพบความจริง (Fact Finding) ขั้นเริ่มตั้งแต่เกิดความกังวลใจ มีความสับสน วุ่นวายเกิดขึ้นในใจ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นอะไร จากจุดนี้พยายามตั้งสติและพิจารณาดูว่าความ ยุ่งยาก สับสนวุ่นวาย หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลใจนั้นคืออะไร

                 2. ขั้นต้นพบปัญหา (Problem Finding) เมื่อพิจารณาโดยรอบครอบแล้ว จึงสรุปได้ ว่าความกังวลใจ ความสับสนวุ่นวายในใจนั้น ก็คือการมีปัญหาเกิดขึ้นนั้นเอง

                3. ชั้นตั้งสมมติฐาน (Idea Finding) เมื่อรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นก็จะ พยายามคิด ตั้งสมมติฐานขึ้นและรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการทดสอบสมมติฐานในชั้นต่อไป

                4. ขั้นค้นพบคำตอบ (Solution Finding) ขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและพบคำตอบจากการ ทดสอบสมมติฐานในชั้นที่ 3

                5. ขั้นยอบรับผลจากการค้นพบ(Acceptance Finding) ขั้นนี้จะเป็นการยอมรับคำตอบ ที่ได้จากการพิสูจน์ อันนำไปสู่หนทางที่จะทำให้เกิดแนวคิดหรือสิ่งใหม่ต่อไป เรียกว่า New Challenge

                สมศักดิ์ ภูวิภาดาวรรธน์ ทำการศึกษาทัศนะของ ไรลี่และเลวิส (1983 ) ที่เสนอ กระบวนการสร้างสรรค์อีกลักษณะหนึ่ง โดยเป็นการนำเสนอที่มีประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเข้าใจความคิดสร้างสรรค์ซึ่งมีทั้งหมด 10 ชั้นตอน ดังนี้

                 ขั้นที่ 1 การเห็นซึ่งปัญหา (Perceiving Problems) บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ จะเห็นปัญหาอย่างที่คนทั่วไปไม่พบเห็น เช่น จากสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน อาจจะมองเห็น ปัญหาที่ดูแปลกออกไปโดยปราศจากข้อจำกัดจากบุคคลทั่วไป โดยอาจมีการมองปัญหาแตก ต่างไปอีกแบบหนึ่ง มีการเห็นความสัมพันธ์ที่บุคคลปกติไม่เห็นความสัมพันธ์กันได้

                ขั้นที่ 2 การขยายปัญหา (Modifying the Problem) บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มีการมองเห็นปัญหาในแง่เดียว แต่มองปัญหาในแง่ต่าง ๆ กล่าวคือ อาจขยายขอบเขตของ ปัญหาให้กว้างออกไปจากที่เห็น (Expanding) มองปัญหาในทางตรงกันข้าม (Reversing) เช่น มองจากข้างในออกมาข้างนอก มองในทางตรงข้าม ดูสาเหตุและผลที่เกิดในหลาย ๆ แง่มุม อาจ มีการปัญหาให้เล็กลง (Compacting) เปลี่ยนปัญหาให้อยู่ในรูปอื่น ๆ หรือเน้นไปในจุดอื่น (Transforming) หรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้มากขึ้นในแต่ละปัญหา (Elaborating) การขยาย ปัญหาในแบบดังกล่าวทำให้บุคคลมีทัศนะกว้างไกลต่อปัญหา เห็นหนทางต่าง ปรากฏ ถ้าเกิดกระบวนการคิดในขั้นนี้ ๆ ซึ่งอาจไม่

                ขั้นที่ 3 การประวิงคำตัดสิน (Suspending Judgement) คือ การประวิงคำตัดสิน ความถูกต้องเหมาะสม โดยการยอมรับในทุกสิ่ง การประวิงคำตัดสินทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์บอกได้ว่า บุคคลต้องละทิ้งข้อบังคับ ข้อจำกัดต่าง ๆ ทางสังคมและนำความคิดใหม่ ๆ มาทดลอง ซึ่งความคิดนี้อาจเป็นประโยชน์ได้ในที่สุด บุคคลที่มี ความคิดสร้างสรรค์ต้องเปิดใจให้กว้าง และขณะเดียวกันต้องมีอารมณ์ขันและสามารถ จินตนาการออกมาในรูปที่สนุกสนานและจินตนาการนั้นต้องเป็นสิ่งที่แปลกใหม่

                 ขั้นที่ 4 ผลที่เกิดจากการฟักตัว (Incubating Effect) คือ ผลของความก้าวหน้าที่ เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลไม่ได้ใส่ใจอยู่กับเรื่องนั้น ๆ นั่นคือเมื่อบุคคลยังแก้ปัญหาไม่ได้เขาก็จะ หยุดคิดหรือล้มเลิกความคิด จนกระทั่งเกิดความคิดขึ้นมาได้อย่างที่ไม่เคยนึกขึ้นมาก่อนเป็นการที่ปัญหาฟักตัวอยู่ภายในหัวสมองอย่างเงียบๆจนเกิดขึ้นและออกมาโดยไม่คาดคิดในระยะต่อมา

                ขั้นที่ 5 ความแน่วแน่ในการคิด (Sticking with an Idea) บุคคลที่ความคิดสร้าง สรรค์มักใช้แนวทางแก้ปัญหาที่คนละทิ้ง แต่บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์นั้นยังคงไม่ยอมละทิ้ง จนกระทั่งสามารถแก้ปัญหาได้เป็นผลสำเร็จ

                ขั้นที่ 6 การมองเห็นภาพพจน์ในผลงาน (Envisioning Results) ในระยะแรกของ กระบวนการคิดสร้างสรรค์ บุคคลควรจะสามารถมองเห็นภาพพจน์ของงานประดิษฐ์ของตนได้ อาจอยู่ในความฝันหรือการคิดจินตนาการซึ่งไม่จำเป็นว่าภาพที่บุคคลเหล่านั้นเห็นจะต้องเป็น ของจริงในที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญคือบุคคลต้องสามารถสร้างจินตนาการได้ถึงสิ่งที่อาจเป็นจริง

                 ขั้นที่ 7 สามารถเลือกข้อสรุปที่ดีที่สุด (Selecting the Best Conclusion) สิ่งสำคัญ ที่บุคคลมักมองข้ามคือความสามารถทางสมองของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการเลือกทางที่ ดีที่สุดในหลาย ๆ ทางที่มีอยู่ ความสามารถนี้อาจคล้ายคลึงกับความสามารถในการประเมินผล และตัดสินใจในงานที่ต้องการการวิเคราะห์ ความแตกต่างอยู่ที่ว่าในกระบวนการคิดสร้างสรรค์ นั้น การตัดสินใจต้องได้รับการประวิงไว้จนกว่าจะสำรวจหนทางอื่น ๆ ที่แปลกและแตกต่างออก ไป คือจะตัดสินใจก็ต่อเมื่อได้เปิดใจกว้างรับเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจนหมดแล้ว คนที่มีความคิด สร้างสรรค์จึงต้องสามารถทนต่อความไม่กระจ่าง ความไม่แน่นอน ความสับสนที่เกิดขึ้นจนกว่า จะถึงเวลาตัดสินใจ

                ขั้นที่ 8 เต็มใจทำในสิ่งที่ตนตัดสินใจ (Willingness to Facitate a Decision) จินตนาการจะมีคุณค่าเพียงใดหรืออาจจะไม่มีประโยชน์ ถ้าผู้สร้างจินตนาการไม่พยายามที่จะ ทำให้เกิดขึ้นในความเป็นจริง คนที่มีความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงต้องมีความปรารถนาอย่าง แรงกล้าที่เปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริง แม้จะมีอุปสรรคหรือมีการคัดค้านต่อต้านจากคนอื่น ๆ ก็ตามแม้จะผิดหวังบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็จะไม่ย่อท้อ และสามารถยอมรับได้

                ขั้นที่ 9 การยอมรับในความไม่แน่นอน (Acceptance of Uncertainty) ลักษณะที่ สำคัญของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ คือ สามารถเผชิญกับความสับสน ความไม่กระจ่าง ซึ่ง บุคคลเหล่านี้จะสามารถทนต่อความไม่แน่นอนได้ตลอดระยะเวลาของการผลิตงานสร้างสรรค์

                 ขั้นที่ 10 ความยากลำบากในการจัดระบบของสิ่งที่ไม่มีระบบ (Hazards of Systematizing the Usystematic) ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนกระบวนสร้างสรรค์ให้อยู่ใน ของงานสร้างสรรค์จะมีลักษณะเฉพาะตัว มีความแปลกและไม่เหมาะกับความเป็นระเบียบตาย ตัว

                ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ คือ การไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวสำหรับความคิดสร้างสรรค์ ความคิด สร้างสรรค์ไม่ใช่การจำกัดขอบเขตแต่เป็นการค้นพบที่ไม่มีที่สิ้นสุด (สมศักดิ์ ภูวิภาดาวรรธน์ 2544:19-22

                กิลฟอร์ด (Guilford, J.P., 1967 อ้างถึงใน กรมวิชาการ2546, 8-9) กล่าวว่า คนที่มี ความคิดสร้างสรรค์จะต้องมีความฉับไวที่จะรับรู้ปัญหามองเห็นปัญหา สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ความคิดใหม่และปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นซึ่งมีวิธีคิดเป็นขั้นตอนดังนี้

                1. การรับรู้และเข้าใจ (cognition) หมายถึง ความสามารถของสมองในการเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ อย่างรวดเร็ว

                 2. การจำ (memory) หมายถึง ความสามารถของสมองในการเก็บสะสมข้อมูลต่างๆ ที่ เรียนรู้มาและสามารถระลึกออกมาได้ตามที่ต้องการ

                3. การคิดแบบอเนกนัย (divergent thinking) หมายถึง ความสามารถของสมองในการ ตอบสนองได้หลายๆ อย่างจากสิ่งเร้าที่กำหนดให้ โดยไม่จำกัดจำนวนคำตอบ

                4. การคิดแบบเอกนัย (convergent thinking) หมายถึง ความสามารถของสมองในการให้ คำตอบสนองที่ถูกต้อง และดีที่สุดจากข้อมูลที่กำหนดให้

                5. การประเมินค่า (evaluation) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินข้อมูลที่กำหนดให้ตาม เกณฑ์ที่ตั้งไว้

                สรุปได้ว่า กระบวนการความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นการคิดอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายของการทำงาน หรือแก้ปัญหาทีเกิดขึ้น อาจนำไปสู่การสร้างผลงานที่ผ่านกระบวนคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นผลงานหรือผลงานใหม่เกิดขึ้น

                1.7 ทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์

                มีการศึกษาถึงทักษะทางการคิดสร้างสรรค์ที่จะส่งเสริมความสามารถในการคิด สร้างสรรค์ ผลการศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่

                 สแตนิช (ดิลก ดิลกานนท์ 2534: 31; อ้างอิงจาก Stanish. 1988: 19-21) ได้กล่าวถึง ความสำคัญและลักษณะของสิ่งที่เอื้อต่อการส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน โดยกำหนดทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ได้ดังนี้

                1. การจิตนาการทางภาพและภาษา (Visual and Semantic Imagery) ความคิด สร้างสรรค์ด้านนี้มีองค์ประกอบของกระบวนการทางสร้างสรรค์ และเป็นส่วนประกอบของจิตสำนึก แห่งการสร้างสรรค์ (Creative mind) ด้วย โดยเฉพาะในสภาวะสังคมปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลขาว สารก็ยิ่งมีความจำเป็นนักเรียนต้องมีความสามารถในการรับรู้ และจินตนาการในข้อมูลข่าวสารนั้น อย่างถูกต้อง

                 2. การต่อเติมเสริมแต่ง (Embellishment or Elaboration) ซึ่งเป็นกระบวนการของ ความรู้สึกโดยสัญชาติญาณ (Intuitive Process) ผู้ที่มีความสามารถทางสร้างสรรค์อย่างสูงเท่านั้นที่ จะแยกแยะความแตกต่างของการต่อเติมสร้างแต่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างมีคุณภาพ

                3. การโยงความสัมพันธ์และการอุปมาอุปไมย (Associations and Analogies) เป็น ความสามารถในการคิดเชื่อมโยงเหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่จะประสมเข้าด้วยกันสามารถที่ จะดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นสิ่งใหม่ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นจากเดิม ซึ่งความสามารถนี้เป็น องค์ประกอบที่สำคัญของความสามารถทางสร้างสรรค์ของบุคคล

                อัลบาโน (Alabano. 1987: Abstract) ได้ทำการทดลองฝึกความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ สมมติฐานว่า ความคิดสร้างสรรค์ประกอบด้วยทักษะทางสมอง 4 ประการ คือ

                 1. ทักษะด้านจินตนาการ (Imagery)

                 2. ทักษะด้านอุปมาอุปไมย (Analogy)

                3. ทักษะด้านโยงความสัมพันธ์ (Association)

                4. ทักษะการเปลี่ยนแปลงรูปได้ทดลองฝึกทักษะ4 ประการนี้ กับกลุ่มตัวอย่างทหารสังกัดหน่วยสื่อสารอีเล็คทรอนีใน รัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา (U.S. Army Communication - Electronics Command) จำนวน 66 คน ใช้เวลาในการฝึก 20 ชั่วโมง โดยใช้แบบความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์ทั้งฉบับรูปภาพ และภาษา เป็นเครื่องมือวัดความคิดสร้างสรรค์ ผลการทดลองสรุปว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ในด้านความคล่อง ความยืดหยุ่น และความริเริ่ม

                                สรุปได้ว่า ทักษะการคิดที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ นั้นมีหลากหลายด้านที่ช่วยส่งเสริม  เช่น การคิดและการจินตนาการ ด้านอุปมาอุปไมย ด้านโยงความสัมพันธ์ ด้านการเปลี่ยนแปลงรูป ด้านการรับรู้และมิติสัมพันธ์ ด้านการสังเกต การจำและใช้เหตุผล เป็นต้น

                1.8 ลักษณะของเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์

                ชัยยุทธ รัตตานุกูล เสนอทัศนะของเวสท์เลอร์ (Weschler) ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ คุณลักษณะของบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ และทำการสรุปลักษณะของพฤติกรรมที่แสดง ออกในเชิงประจักษ์ไว้ 7 ประการดังนี้

                1. Sensitivity to Surrownding คือ การที่มีความไวต่อการรับรู้เมื่อพบกับสิ่งเร้า จากสภาพแวดล้อมรอบตัว เป็นลักษณะของบุคคลที่มีประสาทสัมผัสดี สามารถรับรู้และแปล ความหมายจากสภาพการณ์ที่ได้รับได้ดีในสิ่งที่บุคคลทั่วไปอาจคิดไม่ถึงหรือไม่สนใจ

                2. Mental Flexibility คือ การเป็นบุคคลที่มีลักษณะยึดหยุ่นในทางความคิด มีศักยภาพเชิงการรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ ๆ สูง มีความสามารถในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวคิด มีวิธีการคิดที่รวดเร็วเมื่อจำเป็นต้องเผชิญปัญหาใหม่ โดยละทิ้งแนวความคิดเก่าเมื่อมีการพบกับ ประเด็นใหม่ มีทักษะในการคิดและมองสภาพปัญหาหลายแง่มุมโดยไม่ยึดติดกับแง่มุมใดเพียง แง่มุมเดียว

                3. Indipendence of Judgrrment คือ ลักษณะของความมีอิสระทางความคิด มีการ คิดและการตัดสินใจด้วยตนเอง โดยไม่สนใจว่าจะมีใครคิดอย่างไรมาก่อน หรือไม่สนใจว่าแนว ความคิดของตนจะมีความเหมือนหรือแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่หรือไม่

                4. Tolerance for Ambiguuit คือ ลักษณะของการมองโลกในแง่ดี มีความอดทนต่อ แรงกดดันจากภาวะปัญหาต่าง ๆ รู้จักวิเคราะห์ พิจารณาจำแนกหาส่วนที่มีคุณค่าส่วนใดส่วน หนึ่งหรือหลายส่วน จากแนวคิดตรงกันข้ามของผู้อื่นมาใช้ประโยชน์

                5. Ability to Abstract คือ ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาและการมีความเข้าใจ ลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คุณลักษณะข้อนี้จะเน้นทักษะการใช้ ความคิดเชิงนามธรรม (Abstract)

                6. Ability to Synthesize คือ คุณลักษณะที่แสดงความสามารถในเชิงการสังเคราะห์ หรือการบูรณาการองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าด้วยกันให้เป็นรูปแบบใหม่แนวทางปฏิบัติใหม่เพื่อแก้ ปัญหา ซึ่งมีคุณค่าหรือเกิดประโยชน์มากขึ้น

                7. Restess Urge คือ คุณลักษณะที่แสดงถึงความมีพลัง มีแรงชัยหรือแรงจูงใจสูง และการแสดงความไม่อยู่นิ่ง (Dynamic) ขอบคิดค้น และแสวงหาสิ่งใหม่ เป็นบุคคลที่มีความตื่น ตัวอยู่เสมอในการหาโอกาสสัมผัสข้อมูลข่าวสารใหม่ (ชัยยุทธ รัตตานุกล.2541:28-29)

                มาสโลว์ (Maslow, 1954 72 อ้างถึงใน ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์, 2546 66) ได้สรุป ผลการวิจัย พบว่า บุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เหนือกว่าบุคคลอื่นโดยทั่วไปจะมีลักษณะของผู้ที่มีความ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ขลาดกลัวต่อสิ่งที่ลึกลับและน่าสงสัย แต่กลับรู้สึกพึงพอใจและตื่นตัว ที่จะ เผชิญกับสิ่งเหล่านั้น

                อารี รังสินันท์ (2526: 63) ได้สรุปเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้

                1. อยากรู้อยากเห็นมีความกระหายใครรู้อยู่เป็นนิจ

                2. ชอบเสาะแสวงหา ชอบสำรวจศึกษาค้นคว้าและทดลอง

                3. ชอบซักถามและถามด้วยคำถามแปลกๆ

                4. ช่างสงสัย มองสิ่งต่างๆ ด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็นอยู่เสมอ

                5. ช่างสังเกต มองเห็นลักษณะที่แปลกผิดปกติหรือช่องว่างที่หดหายไปได้ง่าย และรวดเร็ว

                6. ชอบแสดงออกมากกว่าเก็บกดถ้าสงสัยสิ่งใดจะถามหรือพยายามหาคำตอบโดย ไม่รั้งรอ

                7. มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมที่แปลก

                8. สนุกสนานในการใช้ความคิด

                9. มีสมาธิในสิ่งที่ตนสนใจ

                10 สนใจสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง

                11. มีความเป็นตัวของตัวเองนอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีผู้ให้แนวคิดในเรื่อง พฤติกรรม หรือบุคลิกภาพของบุคคลสร้างสรรค์ในหลายแนวทาง ซึ่งสรุปได้ว่าบุคคลสร้าง สรรค์ ลักษณะดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2534: 15)

                1. เป็นตัวของตัวเอง มีความอิสระ ไม่ชอบตามอย่างใคร ไม่ยอมคล้อยตามความ คิดเห็นของคนอื่นอย่างง่ายดาย กล้าคิด กล้าแสดงออก ชอบแสดงความเห็น ชอบคลุกคลีในสังคม ถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง

                2. รักที่จะก้าวไปข้างหน้าเต็มใจทำงานหนัก อุทิศเวลาให้งาน มีความมานะบากบั่น ที่จะทำงานยากและซับซ้อนให้สำเร็จจนได้ เปิดรับประสบการณ์อย่างไม่หลีกเลี่ยง มีประสบการณ์ อย่างกว้างขวาง มีความเต็มใจเสี่ยง อยากรู้อยากเห็น ตื่นตัวที่จะรับรู้ตลอดเวลา กระตือรือร้นขยันมั่น เพียร มีแรงจูงใจสูง มีอัตตะมโนทัศน์สูง

                3. ไวต่อปัญหา รับรู้เร็วและง่ายมองการณ์ไกล มีความสามารถในการคิดหลาย แง่หลายมุมมีความสามารถในการแก้ปัญหา ใช้ความคิดอย่างคล่องแคล่ว

                4. มีความสามารถในการใช้สมาธิ มีความสามารถในการพินิจวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

                5. มีความคิดริเริ่ม ชอบคิด ชอบทำสิ่งที่ซับซ้อนและแปลกใหม่ ชอบความยุ่งยาก ซับซ้อน และสามารถใช้คำถามซักถามสิ่งที่ต้องการรู้

                 6. ยอมรับในสิ่งที่ไม่แน่นอนและสิ่งที่เป็นข้อขัดแย้ง อดทนต่อสิ่งที่ยังไม่แน่ชัด ไม่ขลาดกลัวสิ่งที่ยังไม่ทราบ สิ่งที่ลึกลับและน่าสงสัย กลับรู้สึกพึงพอใจ และตื่นเต้นที่ จะเผชิญกับ สิ่งเหล่านั้น                            7. มีความอดทนต่อความไม่เป็นระเบียบ ไม่ชอบทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ ไม่ค่อย มีความสม่ำเสมอและชอบถูกบังคับ

                 8. มีอารมณ์ขัน ชอบเดินเล่นไปเรื่อยๆ มีจินตนาการ

                สรุปได้ว่า บุคคลประเภทหรือเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ จะมีลักษณะที่ชอบคิดอะไรใหม่ๆ อยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบทำสิ่งที่ท้าทาย ชอบคิดชอบแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีคามคิดยืดหยุ่น มีความกระตือรือร้น ไม่คล้อยตามผู้อื่นง่ายๆ

                1.9 แนวทางในการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์

                เลิศ อานันทนะ (2533: 83-84) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้ว่า เด็ก ทุกคนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ถ้าได้รับการส่งเสริมที่ถูกต้องและจะสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ โดยผ่านกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของเด็กแต่ละคน ดังนั้น ครู พ่อ แม่ และผู้เกี่ยวข้องกับ เด็กจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจ ทดลอง ค้นคว้าเกี่ยวกับกิจกรรมที่เด็กสนใจ

                ทอร์แรนซ์ (Torrance, 1962 อ้างถึงใน ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์, 2546 80) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้

                1. การส่งเสริมให้เด็กถามและให้ความสนใจต่อคำถาม และคำถามแปลก ๆ ของ เด็ก และเขายังเน้นว่าพ่อแม่ หรือครูไม่ควรมุ่งที่คำตอบที่ถูกแต่เพียงอย่างเดียว เพราะในการ แก้ปัญหา แม้เด็กจะใช้วิธีเดาเสียบ้างก็ควรยอม แต่ควรจะกระตุ้นให้เด็กได้วิเคราะห์ ค้นหาเพื่อ พิสูจน์การเดา โดยใช้การสังเกตและประสบการณ์ของเด็กเอง

                2. ตั้งใจและเอาใจใส่ต่อความคิดที่แปลก ๆ ของเด็กด้วยใจเป็นกลาง เมื่อเด็กแสดง ความคิดเห็นในเรื่องใด แม้จะเป็นความคิดที่ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนผู้ใหญ่ก็อย่าเพิ่งตัดสินและ ลิดรอนความคิดนั้น แต่รับฟังไว้ก่อน

                 3. กระตือรือร้นต่อคำถามที่แปลก ๆ ของเด็กด้วยการตอบคำถามอย่างมีชีวิตชีวา หรือชี้แนะให้เด็กหาคำตอบจากแหล่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง

                4. แสดงเน้นให้เด็กเห็นว่าความคิดของเด็กนั้นมีคุณค่าและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ได้

                 5. กระตุ้นและส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ควรให้โอกาสและเตรียมการให้ เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง และยกย่องเด็กที่มีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ครูอาจจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้ชี้แนะ ลดการอธิบายและบรรยายลงบ้าง แต่เพิ่มการให้นักเรียนมีส่วนริเริ่มกิจกรรมด้วยตนเองมากขึ้น

                6. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ ค้นคว้าอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอโดยไม่ต้องใช้วิธีด้วยคะแนน หรือการสอบ การตรวจสอบ เป็นต้น

                7. พึงระลึกว่าการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กจะต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างค่อย เป็นค่อยไป

                8. ส่งเสริมให้เด็กใช้จินตนาการของตนเอง และยกย่องชมเชยเมื่อเด็กมีจินตนาการ ที่แปลกและมีคุณค่า

                คุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา (2536: 1-12 อ้างถึงใน จันทนี บุญคลัง 2542: 21) ได้ กล่าวถึงความคิดสร้างสรรค์ในเด็กไว้ดังนี้

                 1. แสดงให้เด็กเล็ก ๆ เห็นว่าความสนใจของเขาก็ดี การสำรวจต้นหา สิ่งแวดล้อมก็ดีรวมทั้งพฤติกรรมไม่เหมือนใครของเขามีคุณค่า

                2. เปิดโอกาสให้เด็กได้ทำงานตามความสามารถของตน ขณะที่เขาได้เลือกทำ กิจกรรมที่เขาเห็นว่าตื่นเต้นและน่าสนใจ

                3. ต้องเปิดโอกาสให้เด็กหาช่องทางของตนเองที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามที่ตน

                4. ต้องรักษาบรรยากาศไม่ให้เครียด

                5. สนับสนุนให้มีการเคาใจ โดยเฉพาะคำตอบที่เด็กให้นั้นต้องแสดงให้เด็ก เห็นว่าเป็นคำตอบที่ฟังดูเข้าท่าน่าคิดและน่าฟัง

                จากแนวทางการส่งเริมความคิดสร้างสรรค์ สรุปได้ว่า การกิจกรรมหรือการจัดประสบการณ์ต่างๆให้เด็กนั้น ควรเป็นกิจกรรมที่มีความอิสระ สร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้เด้กเกิดการคิด ได้จินตนาการและแก้ปัญหาอย่างกว้างขวาง จัดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของเด็ก จะทำให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ให้เจริญก้าวหน้าตามความสามารถของเด็ก

                1.10 งานวิจัยที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์

                เคลลี่ (Kelly, 1983: 32-A) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลของการฝึกตามแผนการเสริมสร้าง ประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะเป็นเวลา10 สัปดาห์ ในชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 ผลการวิจัยปรากฏว่า จากแบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ด้วยรูปภาพของ ทอร์แรนซ์ (TorranceFigural Test of Creative Thinking) ที่ใช้วัดก่อนฝึกและหลังฝึก เด็กที่เข้าร่วมในแผนการฝึก เสริมสร้างประสบการณ์ทางศิลปะเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปกับเด็กที่ไม่ได้เข้าร่วมตามแผน มีค่าเฉลี่ยของความคิดริเริ่มและความคิดละเอียดลออ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระบบ 0.5 แต่ค่าเฉลี่ยของความคิดคล่องแคล่ว และความคิดยึดหยุ่นไม่แตกต่างกัน

                ออสบอร์น ( Osborn,1963 : 19-22 อ้างถึงใน ศศิพันธ์ พัดสมร 2540 30) ได้กล่าวไว้ว่าเพศหญิงนั้นมีสมรรถภาพทางกายต้อยกว่าเพศชาย แต่เด่นกว่าในด้าน จินตนาการและได้กล่าวถึงการทำการทดสอบของ Johnson O'Cormer Foundation ทดสอบโดย การใช้แบบทดสอบทั้งหมด 702 ชุด พบว่าเพศหญิงมีความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์สูง กว่า เพศชาย 25 เปอร์เซ็นต์ และ Edwin J. MacEwan of Paterson, New Jersey ซึ่งรายงานไว้ว่า จากการเรียนในชั้นเรียนที่มีนักเรียนจำนวน 32 คน พบว่า เด็กหญิงมีความสามารถด้านความคิด คล่องตัวสูงกว่าเด็กชาย 40 เปอร์เซ็นต์

                วิลเลี่ยมส์ (Williams, 1971 : 325 - 358 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2540 32) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ด้านความคิดริเริ่ม กับคะแนนวิชา หมวด คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะ ภาษา ดนตรี ผลปรากฏว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง ความคิดริเริ่มกับคะแนนรวมหมวดศิลปะ ภาษา วิชาดนตรี และวิชาศิลปะ มีความสัมพันธ์กันใน ระดับสูง

                คูซิเอมสกี (Kuziemski, 1977 : 1861 - B อ้างถึงใน ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์, 2546 : 67) ได้ศึกษาหาความสัมพันธ์ของความคิดสร้างสรรค์กับการเล่นที่ใช้จินตนาการ (Imaginative Play) โดยศึกษากับเด็กระดับปฐมวัย จำนวน 50 คน เป็นเด็กหญิง 25 คน และเด็กชาย 25 คน พบว่า การเล่นที่ใช้จินตนาการมีความสัมพันธ์กับความคิดสร้างสรรค์

                จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยนั้นสามารถพัฒนาได้ ครูและผู้ปกครองมีบทบาทที่สำคัญมากในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ควรเปิดให้เด็กได้ใช้ความคิดอย่างอิสระ ดังนั้นจึงควรจัดประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมให้กับเด็กเอื้อต่อการส่งเสริมและพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กให้มีการคิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา

                2.เพลงและดนตรีสำหรับเด็กปฐมวัย

                2.1 ความหมายเพลงและดนตรี

                                กรรณานุช เกษมสันต์ ณ อยุธยา (2548 : 7) ได้กล่าวว่า เพลง หมายถึง สื่อทางศิลปะที่เกิดจาการสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยการใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่งเนื้อหาเพลงเป็นคำประพันธ์หรือร้องกรองที่แต่งไว้สำหรับขับร้อง และมีเสียงคนตรีบรรเลงให้เกิดความไพเราะ

                                เบญจา พิมจุฬา (2537 : 11) กล่าวว่า เพลง หมายถึง สื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้เนื้อร้องทำนอง ดนตรี จังหวะ ทำให้เกิด พัฒนาด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ สติปัญญา แก่ผู้ร้องและผู้ฟัง

                                วิเลี่ยม และซีมัวล์ (Willlam and Seymour. 1963 : 245) ให้ความหมายว่า ดนตรีหมายถึงระดับเสียงสูงเสียงต่ำดนตรีเป็นสิ่งที่รับรู้ได้จากการฟังและเป็นศิลปะที่ผสมกลมกลืนกับช่วงเวลา

                                สรุปได้ว่า เพลงและดนตรี เป็นการสื่อความหมาย ทางศิลปะชนิดหนึ่งโดยจะมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น เนื้อร้องทำนอง ดนตรี จังหวะ เพื่อให้ผู้ฟังมีพัฒนาการด้านต่างๆ ซึ่งจะมีความไพเราะแตกต่างกันออกไป

                                2.2 ความสำคัญของเพลงประกอบการสอน

                ราตรี รุ่งทวีชัย(2539:61)กล่าวไว้ว่า ในการสอนหากครูมีเทคนิคในการนำเพลงมา สอดแทรกได้ทุกครั้ง นักเรียนจะมีความสุขในการเรียนมาก อาจใช้เพื่อนำเข้าทบทวน หรือสรุป บทเรียน

                เบญจา พิมจุฬา (2537, 13) กล่าวไว้ว่า เพลงประกอบการสอนมีความสำคัญดังต่อไปนี้

                1.ช่วยทำให้นักเรียนเกิดพัฒนาการทางด้านอารมณ์ เพลงจะช่วยกระตุ้นและเร้าให้นักเรียนเกิด ความสุขขณะเรียน เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดและเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน  

                2.เพลงช่วยให้นักเรียนเกิดพัฒนาการทางด้านร่างกาย นักเรียนได้ร้องรำทำท่าทางประกอบเพลง เช่น ปรบมือให้จังหวะ แสดงท่าทางประกอบ 

                3. ช่วยให้นักเรียนเกิดพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เพราะนักเรียนได้ร้องเพลงและ ทำให้จำเนื้อหา ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำกว่าการเรียนธรรมดา

                4. ช่วยให้นักเรียนเกิดพัฒนาทางด้านสังคม เพราะนักเรียนได้เข้าร่วมกลุ่มร้องเพลงกับเพื่อนทำให้ เกิดความพร้อมเพรียงเป็นหมู่คณะ

                นงเยาว์ คลิกคลาย 2543:23)กล่าวไว้ว่าเพลงมีอิทธิพลต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่งทุกวงการอาศัย เพลงเป็นสื่อกลางเพื่อนำไปสู่เป้าประสงค์ในทางการศึกษาก็เช่นเดียวกันการนำเพลงเพลงไปใช้ ประกอบการสอนเด็กใช้นำเข้าสู่บทเรียน ใช้สอนหรือสรุปจะช่วยให้เด็กมีความสนุกสนานและมี ความสุขในการเรียน

                สรุปได้ว่าความสำคัญของเพลงประกอบการสอนได้ว่า  สามารถนำเพลงไปใช้ประกอบการสอนเด็กใน ขั้นตอนการนำเข้าสู่บทเรียนครูมีเทคนิคในการนำเพลงมา เด็กเกิดพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม สติปัญญาและดึงดูความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี

                2.3 ลักษณะของเพลงเด็กปฐมวัย

                                เพลงเด็กปฐมวัยที่เหมาะสมต้องเป็นเพลงที่มีความสนุกสนานและมีเนื้อร้องที่สั้นๆจำง่ายเพราะเด็กปฐมวัยในวัยนี้จะมีช่วงความสนใจสั้น ดังนั้นเนื้อเพลงจึงต้องมีเนื้อร้องสั้นๆน่าสนใจและสนุกสนาน ดังที่ ละออ ชุติกร (2537) ได้กล่าวถึง ลักษณะเพลงที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยดังนี้

                                1.เนื้อร้องสั้นได้ใจความเด็กในวัยนี้มีช่วงความสนใจสั้นและจำอะไรที่ยากไม่ได้พูดประโยคยาวๆ ยังไม่คล่องดังนั้นเนื้อเพลงสำหรับเด็กจึงต้องสั้นมีตั้งแต่ 2 วรรคถึง 4 หรือ 6 วรรค

                                2.มีถ้อยคำที่ชวนให้สนุกสนานและเกิดอารมณ์ขันเด็กจะชอบเล่นกับคำพุดที่มีเสียงสูงๆต่ำๆ เช่น ตุ๊บป่อง ดุ๊กดิ๊ก จุ๊กกรู และรู้สึกสนุกกับการที่ได้พูดคำเหล่านี้

                                3.ใช้คำซ้ำๆ ซึ่งทำให้จำได้ง่ายและใช้ถ่อยคำที่เด็กเข้าใจง่ายไม่มีศัพท์ที่ยากเกินความเข้าใจของเด็กเนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังไม่รู้คำมากนัก

                                4.เนื้อร้องเป็นเรื่องที่เด็กสนใจเด็กๆชอบและสนใจเพลงที่เกี่ยวกับตนเองเพลงที่เกี่ยวกับสัตว์เพลงที่มีการเลียนแบบของสัตว์ต่างๆ หรือเสียงที่เกี่ยวกับยวดยานและธรรมชาติที่แวดล้อมตัวเด็กเช่นเสียงนาฬิกา เสียงกลอง

                                5.ทำนองเพลงง่ายเพลงสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีทำนองที่ง่ายๆ ใช้เสียง ที่ใกล้เคียงเสียงพูดเพราะในวัยนี้ยังไม่สามารถร้องเสียงสูงหรือต่ำมากได้และเปลี่ยนเสียงสูงต่ำยังไม่ได้ดี

                                6.จังหวะชัดเจนจังหวะเพลงที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัยควรเป็นจังหวะที่ชัดเจนค่อนข้างช้าและไม่เร่งเร้าหรือเร็วจนเกินไปเพราะประสาทการรับรู้ทางเสียงของเด็กยังไม่ดีพอ

                                7.มีความหมายดีเพลงที่เหมาะสำหรับเด็กปฐมวัยควรมีความหมายที่ดีและมีคุณค่าต่อเด็กทั้งนี้เพื่อยกระดับจิตใจและช่วยในการปลูกฝังเสริมสร้างคุณธรรมและลักษณะนิสัยที่ดีงาม

                                8.ให้ความรู้แก่เด็กเพลงของเด็กปฐมวัยควรจะเป็นเพลงที่สอดแทรกความรู้ต่างๆ ให้กับเด็กด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เด็กมากที่สุด

                                สรุปได้ว่า เพลงสำหรับเด็กปฐมวัย จะเป็นเพลงที่มีลักษณะสั้นๆเข้าใจง่าย เนื้อหาของเพลงสอดแทรกให้ความรู้ในสิ่งต่างๆ ธรรมชาติรอบตัวเด็ก เรื่องสัตว์และเรื่องราวอื่นๆ มีจังหวะที่สนุกสนาน ไม่ยืดยาว จำง่าย ฟังง่าย จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้และจดจำได้ดี

                2.4 รูปแบบการจัดกิจกรรมการร้องเพลง

เรืองศักดิ์ อัมไพพันธ์ (2542 21-25) ได้เสนอกลวิธีในการใช้เพลงจัดกิจกรรมในการ สอนไว้ดังต่อไปนี้

                1. การอ่านและจำ วิธีนี้เหมาะกับบทเพลงที่สั้นสำหรับเด็ก ๆ มีลำดับขั้นในการสอนคือ   1.1 ผู้สอนเตรียมบทเพลง ตัดแต่ละบรรทัดออกเป็นกระดาษชิ้นเล็ก

                 1.2 แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม จำนวนเท่ากับกระดาษที่ตัด

                1.3 แจกกระดาษให้นักเรียนอ่านโดยกำหนดเวลาให้

                1.4 สมาชิกในกลุ่มช่วยกันเขียนบทเพลงลงในกระดาษแผ่นใหม่ที่ครูเตรียมให้ ตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง แล้วฝึกอ่านพร้อมกัน

                1.5 ให้ฟังเพลงจากเทป จัดลำดับเนื้อหา ฝึกออกเสียง

                 2. ครูเลือกเพลงที่สามารถใช้สัญลักษณ์ ภาพประกอบ หรือท่าทางตลอดจนการแสดง บทบาทประกอบ มอบหมายให้นักเรียนแสดงตามใบงานที่เตรียมไว้ เช่น เพลงเกี่ยวกับอาชีพ เพลง Happy Birthday

                3. โยงคำศัพท์ ประโยค กับรูปภาพ วิธีนี้เหมาะกับการสอนความหมายของคำศัพท์ ประโยค โดยใช้รูปภาพประกอบ

                ฮอร์เนอร์ (Hormer 1993 33-39) ได้เขียนบทความเกี่ยวกับกิจกรรมการสอนโดยใช้ เพลงว่าเพลงมีความสามารถในตัวนำมาใช้ในการบูรณาการด้านภาษาได้อย่างดี เพลงสามารถ เป็นตัวนำที่จะทำให้เกิดกิจกรรมอื่น ๆ ทางภาษา เช่น การแสดงบทบาทสมมุติ การอภิปราย การ เขียนเรียงความ เพลงให้ความสนุกสนาน และเป็นเครื่องกระตุ้นในการใช้ภาษา และทำให้เกิดแรง จูงใจ

                เอฟเฟอร์เร็ท (Everette 1995 40-41) ทำการวิจัยเกี่ยวกับการนำเพลงมาใช้ในชั้นเรียน กล่าวว่าเพลงเป็นสื่อในการสอนภาษาที่ 2 ได้อย่างดี เพลงนำมาจัดกิจกรรมในชั้นเรียนได้หลาก หลาย ซึ่งกิจกรรมที่นำเสนอจะเน้นในระดับของผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ดังตัวอย่างที่จะกล่าวดังต่อ ไปนี้

                1. ให้ผู้เรียนเติมคำศัพท์หรือข้อความที่ขาดหายไปในรูปของ Cloze test ส่วนใหญ่คำ ศัพท์ที่เว้นไว้จะเป็นคำศัพท์ที่ผู้เรียนรู้จัก หรือได้พบเห็นมาก่อนคำที่แทนคำอื่น เช่น คำคุณศัพท์ และโครงสร้างไวยากรณ์ ผู้สอนอาจช่วยผู้เรียนได้โดยการเว้นที่ว่างจัดไว้เท่าที่จำนวนตัวอักษร หรือ การกำหนดอักษรบางตัวไว้ให้

                2. ให้ผู้เรียนเรียงลำดับเนื้อเพลง เพื่อเป็นการฝึกทดสอบความเข้าใจในการฟัง

                3. กิจกรรมการเขียนจากเพลง โดยให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มช่วยกันจดจำเนื้อเพลง และแข่ง ขันกันเขียนประโยคที่ถูกต้อง

                4. กิจกรรมเพื่อฝึกโครงสร้างทางภาษา หลังจากการเรียนการสอนโครงสร้างไวยากรณ์ แล้ว ผู้สอนอาจเลือกเพลงที่มีโครงสร้างไวยากรณ์ที่สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน เช่น เพลงบางเพลง อาจมีโครงสร้างประโยคคำสั่ง ซึ่งผู้สอนอาจให้ผู้เรียนขีดเส้นใต้ประโยคคำสั่งที่ได้ยิน ทั้งนี้ผู้สอน ควรได้ศึกษาวิเคราะห์เนื้อหา และลักษณะเด่นทางโครงสร้างไวยากรณ์ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงเพื่อ ที่จะสามารถนำมาประกอบการเขียนได้อย่างเหมาะสม (สร้อยนภา ยิ่มสมบูรณ์ 2541 30-34)

                 5. การใช้เพลงในการแสดงบทบาทสมมุติ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่นำทั้ง 4 ทักษะ มาบูรณาการเข้าด้วยกัน เด็กฟังเพลงแล้วพรุปออกมาในรูปของการแสดงบทบาทสมมุติ กล่าวคือ ฟัง เพลงอ่านเนื้อเพลง เขียน scrol ฝึกพูด

                 6. การใช้เพลงในการเล่าเรื่อง ใช้สอนได้กลายโครงสร้าง เช่น สอนหัวข้อเรื่องก็ได้ หรือ จะใช้การแสดงความคิดเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ เริ่มจากครูเล่าเรื่องในเพลงโดยสมมุติตัวเอง เป็นตัวละคนในเพลง ในการเล่าควรจะใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจไม่ควรใช้คำศัพท์ในเพลงมาเล่า เรื่อง แต่ควรใช้คำศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงกันแทน หลังจากนั้นจึงเปิดเพลงให้ผู้เรียนฟังทั้ง 2 เที่ยว เที่ยวแรกฟังโดยไม่มีเนื้อร้องให้ท่าน เที่ยวที่ 2 ครูแจกเนื้อร้องให้ผู้เรียนสูตาม แล้วจึงตั้งคำ ถาม 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนึ่งเป็นคำถามแสดงความคิดเห็น อีกกลุ่มหนึ่งเป็นคำถามเพื่อตรวจสอบ ความเข้าใจ

                เมทิน และชาริโคแบน (Metin and Saricoban 2000 2) ได้เสนอเทคนิคการสอนโดย ใช้เพลงดังต่อไปนี้

                1. ให้นักเรียนตอบคำถามจากบทเพลงที่ฟัง เป็นการตรวจสอบความเข้าใจในการฟังบท เพลงของนักเรียน

                 2. ให้นักเรียนจับคู่ระหว่างคำศัพท์กับรูปภาพ ประโยคกับรูปภาพเป็นการช่วยให้นัก เรียนเข้าใจความหมายของคำศัพท์ ประโยคได้ดี

                3. ให้นักเรียนตอบคำถามข้อเท็จจริง ถูกผิดจากประโยค ข้อความที่นำมาจากบทเพลง 4. ให้นักเรียนเรียงลำดับเหตุการณ์เนื้อเรื่องจากบทเพลงที่ฟัง เช่นเพลง The farmer In the field

                สรุปได้ว่า เพลงใช้ในการสอนได้หลากหลายกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมที่ใช้เพลงช่วยสอนสำหรับเด็กปฐมวัยนั้นจะต้องเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ง่าย และสนุกสนาน เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และฝึกทักษะการพูด อาจจะเริ่มจากการอ่านก่อนและพัฒนาไปเรื่อยๆ มีการทำกิจกรรมสอดแทรกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และจดจำมากขึ้น

3.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้คำถามปลายเปิด

                3.1 ความหมายของคำถามปลายเปิด

                ปานจิต รัตนผล (2547) ได้ให้ความหมายของ ปัญหาปลายเปิดไว้ว่า เป็นปัญหาที่มี คำตอบที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งคำตอบและสามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาได้มากกว่าหนึ่งวิธี โดยใน การแก้ปัญหานั้นจะให้นักเรียนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้วิธีการหาคำตอบด้วยตนเอง พร้อมทั้งอธิบาย ที่มาของคำตอบหรือเหตุผลของตนเองได้

                เจนสมุทร แสงพันธ์ (2548) กล่าวว่า คำถามปลายเปิด หมายถึง เป็นคำถามที่เปิดโอกาส ให้นักเรียนได้แสดงคำตอบและวิธีการอย่างหลากหลายในการแก้ปัญหา เป็นคำถามที่กระตุ้น ความคิดและความสนใจ และให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันสามารถทำหรือแก้ปัญหาได้ด้วย ความรู้ความสามารถของตนเองโดยการตั้งสมมติฐานคำตอบ การพัฒนาวิธีการแก้ปัญหาและ สื่อสารความคิดด้วยตัวของตัวเอง

                สมศักดิ์ สินธุระเวชญ์ (2542) คำถามปลายเปิด เป็นคำถามที่ให้คำตอบได้หลาย อย่างใช้เพื่อการสร้างข้อมูล เพื่อให้เกิดการตอบสนองเฉพาะตัว และนำไปสู่การอภิปรายหรือถามในขั้นต่อไป มักให้คำตอบที่ไม่ได้คาดหวัง หรือสามารถนำไปสู่การอภิปรายหรือสำรวจ พิเศษที่นอกเหนือไปโดยมิได้คาดหวัง เช่น ถ้าต้องการนักอ่านที่ดีควรเป็นเช่นไร ต้องพูด อย่างไร ลักษณะคำถามที่ดีจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และจุดประกายคำถามอื่น ๆ และสร้าง ความสนใจใคร่หาคำตอบ ประกอบด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ อยู่เหนือความจำเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ก่อให้เกิดการท้าทาย แต่ไม่คุกคามมากเกินไป มีความเหมาะสมต่อสถานการณ์การเรียนรู้ และผู้เรียนก่อให้เกิดความรู้และสิ่งเชื่อมโยง ดึงให้ ผู้เรียนได้คิดไตร่ตรอง และวางแผน

                สรุปได้ว่า คำถามปลายเปิด หมายถึง เป็นปัญหาที่มี คำตอบที่เป็นไปได้มากกว่าหนึ่งคำตอบและสามารถใช้วิธีการแก้ปัญหาได้มากกว่าหนึ่งวิธี เป็นคำถามที่ให้คำตอบได้หลาย อย่างใช้เพื่อการสร้างข้อมูล เพื่อให้เกิดการตอบสนองเฉพาะตัว และนำไปสู่การอภิปรายหรือถามในขั้นต่อไป

                3.2 ลักษณะและชนิดของคำถามปลายเปิด

                นักการศึกษา นักคณิตศาสตร์ศึกษา อธิบายถึงลักษณะของปัญหาปลายเปิดไว้ดังนี้

                 โฟง (2000: 135-140) ได้กำหนดลักษณะของคำถามปลายเปิดไว้ดังนี้.

                 1. ปัญหาที่มีข้อมูลบางส่วนขาดหายไป

                2. การนำเสนอปัญหาใหม่หลังจากแก้ปัญหาตนแบบได้แล้ว

                3. ปัญหาที่ให้นักเรียนอธิบายความคิดรวบยอด กฎเกณฑ์ ความผิดพลาดในการหา คำตอบต่างๆ

                4. ปัญหาที่กำหนดให้นักเรียนค้นพบ

                นักการศึกษา นักคณิตศาสตร์ศึกษา ได้อธิบายถึงประเภทหรือชนิดของปัญหาปลายเปิดไว้ Partnership for Reform Initiative in Sciences and Mathematics. (PRISM) ได้จัดประเภท ดังนี้ ของคำถามปลายเปิดไว้ดังนี้ 

                1. คำถามปลายเปิดประเภทให้วิเคราะห์ เป็นคำถามที่มักให้อธิบาย หรือ ยกตัวอย่าง เพื่อแสดงถึงความเข้าใจของนักเรียน

                2. คำถามปลายเปิดประเภทให้เปรียบเทียบ เป็นคำถามที่มีเป้าหมายให้นักเรียนชี้ถึง ความแตกต่างของสิ่งที่สัมพันธ์กันอยู่

                3. คำถามปลายเปิดประเภทให้แก้ปัญหา เป็นคำถามที่กระตุ้นให้นักเรียนพยายามหา แนวทางต่างๆ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ทำให้นักเรียนทราบได้ว่านักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหามาก น้อยเพียงใด

                เบคเกอร์และชิมาดะ (1997: 23) ได้แบ่งปัญหาปลายเปิดโดยใช้แนวคิดที่ว่าปัญหา ปลายเปิดเป็นปัญหาที่มีหลายคำตอบโดยแบ่งปัญหาปลายเปิดออกเป็น 3 ชนิด

                1. การหาความสัมพันธ์ คือการให้นักเรียนค้นหาความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์

                2. การจำแนก เป็นปัญหาที่ให้นักเรียนจำแนกแยกแยะสิ่งต่างๆ ตามลักษณะที่แตกต่าง โดยใช้เกณฑ์ของนักเรียน ซึ่งนำไปสู่การสร้างมโนคติทางคณิตศาสตร์

                3. การวัด เป็นปัญหาให้นักเรียนกำหนดการวัดเชิงตัวเลขให้กับกิจกรรม หรือ ปรากฏการณ์ต่างๆ ปัญหาชนิดนี้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงหลายอย่าง ของการคิดทางคณิตศาสตร์ ซึ่งคาดหวังให้นักเรียนประยุกต์ความรู้และทักษะทางคณิตศาสตร์ที่เรียนรู้มาก่อน นำไปใช้ในการ แก้ปัญหา

                3.3 การสร้างคำถามปลายเปิด

                ปัญหาที่ดีสำหรับผู้เรียนนั้นควรเป็นปัญหาที่ไม่ยากเกินไป หรือ ง่ายเกินไป ควรเป็น ปัญหาที่วัดผู้เรียนตามศักยภาพ เบคเกอร์และชิมาดะ (1997 อ้างใน ปานจิต รัตนพล2547: 32) ได้กล่าวเป็นการยากที่จะพัฒนาปัญหาให้เป็นปัญหาปลายเปิดที่ดี และเหมาะสมกับนักเรียนที่ แตกต่างกัน ผลการวิจัยของ Shimada ทำให้ได้ว่าการจะ สร้างปัญหาปลายเปิดนั้น ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ สำคัญดังนี้

                 1. เตรียมสถานการณ์เชิงกายภาพที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรเชิงปริมาณซึ่งสามารถสังเกต ความสัมพันธ์ได้

                 2. แทนที่จะให้นักเรียนพิสูจน์ทฤษฎีบทเหมือนกับ ถ้า p แล้ว 4 เปลี่ยนปัญหาเป็น " ถ้า p แล้วความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ที่นักเรียนค้นพบมีอะไรบ้าง " ทั้งนี้ต้องกำหนดขอบเขต ของคำว่า " สิ่งต่างๆ " ให้เฉพาะเจาะจงขึ้น

                 3. ในการสอนเกี่ยวกับทฤษฎีบท ควรเริ่มต้นด้วยตัวอย่างที่สอดคล้องกับทฤษฎีบท หลายๆ ตัวอย่าง เช่น ในเรขาคณิตควรเริ่มด้วยการแสดงรูปเรขาคณิตที่สอดคล้องกับทฤษฎีบท หลายๆ รูป แล้วให้นักเรียนสร้างข้อความคาดการณ์จากรูปเอง ซึ่งจะนำไปสู่ข้อความตามทฤษฎีบท

                4. แสดงรายการที่เป็นลำดับหรือข้อมูลของตารางต่างๆ ให้นักเรียนค้นพบความสัมพันธ์ หรือกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์

                5. แสดงตัวอย่างข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นแนวคิดกว้างๆ กับนักเรียนครูยกตัวอย่าง ข้อเท็จจริงในด้านหนึ่ง ให้นักเรียนอธิบายข้อปลีกย่อยอื่นๆ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับตัวอย่าง

                6. แสดงตัวอย่างของแบบฝึกหัดหรือปัญหาที่คล้ายคลึงกันหลายๆ ตัวอย่าง ให้นักเรียน หาคำตอบ แล้วให้หาสมบัติที่ร่วมกันเท่าที่เป็นไปได้ของปัญหา เช่น ปัญหาการจัดการแข่งขัน ฟุตบอล การหาจำนวนสายคูโทรศัพท์ การหาจำนวนเส้นทแยงมุมของโทรศัพท์

                7. แสดงสถานการณ์กึ่งคณิตศาสตร์ (Quasi-Mathematics) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ใช้ คณิตศาสตร์ช่วยอธิบายได้ เช่น ปัญหาการอยู่ร่วมกันอย่างกระจัดกระจายกลุ่มก้อนหินในลักษณะ ต่างๆ ให้นักเรียนอธิบายว่ากลุ่มใดมีความกระจัดกระจายมากที่สุด เพราะเหตุใด ให้หาวิธีการ แก้ปัญหาโดยนำคณิตศาสตร์มาอธิบาย

                8. แสดงตัวอย่างที่ชัดเจนของโครงสร้างทางพีชคณิต เช่น โครงสร้างของ Semi-group หรือ group โดยแสดงข้อมูลเชิงตัวเลขที่ง่ายในการรวบรวมแล้วให้นักเรียนหาเกณฑ์ทาง คณิตศาสตร์ที่สอดคล้อง

                3.4 ขั้นตอนการสร้างคำถามปลายเปิด

                ขั้นตอนในการสร้างคำถามปลายเปิด เจนสมุทร แสงพันธ์ (2548 ) กล่าวว่า การสร้างคำถามปลายเปิดอาจทำได้ง่ายๆ โดยการ นำคำถามปลายปิดมาสร้างเป็นคำถามปลายปิด โดยยึดเอาบริบทหรือสถานการณ์ของคำถามเดิมไว้ แต่นำมาถามในแง่มุมใหม่ และมีระดับคำถามที่สูงขึ้น Partnership for Reform Initiatives in Sciences and Mathematics (PRISM) (2001: 4) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างปัญหาไว้ 4 ขั้นตอน คือ

1. เลือกหัวข้อเรื่องของปัญหา

1.1 กำหนดความคิดรวบยอดที่จะประเมินโดยใช้คำถามปลายเปิด

1.2 กำหนดเป้าหมายและเลือกส่วนของเนื้อหาบทเรียนที่ใช้ปัญหาปลายเปิด

2. พิจารณาสิ่งที่ต้องให้นักเรียนปฏิบัติ

2.1 ควรคำถึงถึงความเป็นไปได้ของรูปแบบที่ดีที่สุดที่นักเรียนใช้ เช่น อธิบาย เปรียบเทียบ ประเมินค่า หรือทำนาย เป็นต้น ความเชื่อมโยงในเนื้อหาๆ ที่ได้เรียนไป ควรเป็นความคาดหวังของครูผู้สอน ที่ต้องการให้นักเรียนแสดงออก

3. ใช้รูปแบบ RAMPS ในการสร้างข้อคำถาม เขียนสถานการณ์ของปัญหาโดยระบุถึงสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ บทบาทของนักเรียน (Role) (R) ผู้อ่านที่นักเรียนจะนำเสนอ (Audience) (A) บริบทของปัญหา (Setting) (S) ปัญหาที่ต้องการให้นักเรียนแก้ สมมติฐานของนักเรียน (ถ้ามี) เขียนความคาดหวังที่สัมพันธ์กับการแสดงออกของนักเรียนตอบคำถาม รูปแบบที่เป็นไปได้ที่นักเรียนจะใช้ในการแสดงออกต่อคำถาม (Mode) (M) กำหนดเป้าหมายในการถาม (Purpose) (P) เช่น ถามเพื่อประเมินค่าเปรียบเทียบ อธิบาย ทำนาย เป็นต้น ระบุความคาดหวังเฉพาะที่ต้องการให้นักเรียนอธิบาย อาจระบุให้นักเรียนอธิบายคำตอบโดยใช้แผนภาพหรือไดอะแกรม

4. พัฒนาเกณฑ์การให้คะแนน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่  3

วิธีการดำเนินการวิจัย

                การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้เพลงปลายเปิดทีมีต่อการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การวิจัยในครั้งนี้ใช้การวิจัยทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้

                                1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

                                2.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                                3.การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                                4.วิธีการดำเนินการวิจัย

                                5.การเก็บรวมรวมข้อมูล

                                6.การวิเคราะห์ข้อมูล

                                7.สถิติที่ใช้ในการวิจัย

1.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง                           

                1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน ชาย-หญิง อายุ3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล1โรงเรียน พญาไท สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 5 ห้อง ห้องเรียนละ 30 คน รวมนักเรียนทั้งสิ้น 150 คน

                1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเป็นนักเรียน ชาย-หญิง อายุ3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นอนุบาล 1/5 โรงเรียน พญาไท สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 รวมนักเรียนทั้งสิ้น 30 คน ได้มาโดยวิธี การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม(Cluster Sampling ) 

 

 

 

 

2.เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

                 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย

                1. แผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานประกอบกิจกรรมศิลปะ

                2. แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก. ของทอแรนซ์ (Torrance Test of Creative Thinking Figural Form A)

3.การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

ในงานวิจัยนี้ได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือที่นำมาใช้ในการทดลองตาม ขั้นตอนดังต่อไปนี้

 1. แผนการจัดประสบการณ์การใช้เพลงปลายเปิด มีขั้นตอนในการ ดำเนินการดังนี้

                1.1 ศึกษาหลักสูตรปฐมวัย พุทธศักราช 2560 และแนวคิดทฤษฏีแนวคิดทฤษฎี หลักการและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิด

                1.2 ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิดทั้งหมด 24 เพลง

                1.3 นำแผนการจัดกิจกรรมเสนอผู้เชี่ยวชาญ3 ท่านตรวจพิจารณาเพื่อหาความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหาการดำเนินกิจกรรม สื่อการเรียนการสอนการประเมินผล

                1.4 นำแผนการจัดประสบการณ์การเล่านิทานประกอบกิจกรรมศิลปะ มาปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน พร้อมแบบประเมิน ซึ่งเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของ ลิเคอร์ท (Likert) (บุญชม ศรี สะอาด. 2545 99 - 100) คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ได้กำหนด น้ำหนักคะแนนดังนี้

                                                คะแนน                                                 แปลความหมาย

                                                5                                                             หมายถึงมีความเหมาะสมมากที่สุด

                                                4                                                              หมายถึงมีความเหมาะสมมาก

                                                3                                                              หมายถึงมีความเหมาะสมปานกลาง

                                                2                                                             หมายถึงมีความเหมาะสมน้อย

1                                                                                                                                                                                         หมายถึงมีความเหมาะสมน้อยที่สุด

                1.5 นำคะแนนจากแบบประเมินแผนการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิด ที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินแล้วมาหาค่าเฉลี่ย ซึ่งแผนการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิด มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เกณฑ์แปล ความหมายค่าเฉลี่ย ดังนี้

                                                คะแนนเฉลี่ย                                                        แปลความหมาย

                                                4.51- 5.00                                                            เหมาะสมมากที่สุด

                                                3.51- 4.50                                                            เหมาะสมมาก

                                                2.51- 3.50                                                            เหมาะสมปานกลาง

                                                1.51- 2.50                                                            เหมาะสมน้อย

                                                1.00- 1.50                                                            เหมาะสมน้อยที่สุด

                ผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4,43 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 ซึ่งมี ความเหมาะสม           

                1.6 ปรับปรุงแผนการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิดตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่ตรงกัน 2 ใน 3 ท่านซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม

                1.7นำแผนการจัดประสบการณ์เพลงปลายเปิด จำนวน 24 แผน ไปทดลอง (Try out) กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน

                1.8 ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของแผนการจัดประสบการณ์เพลงปลายเปิด แล้วนำไปจัดพิมพ์เป็นฉบับจริง เตรียมนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

                  1.9 นำแผนการจัดประสบการณ์เพลงปลายเปิด จำนวน 24 แผน ไปทดลอง กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน

 

 

 

 

2.แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก. ของทอแรนซ์ (Torrance Test of Creative Thinking Figural Form A)

แบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก. ของทอแรนซ์ มีขั้นตอนต่อไปนี้

                2.1 ศึกษาแนวคิดทฤษฏีแนวคิดทฤษฎี หลักการและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์

                2.2 ศึกษาการสร้างทดสอบความคิดสร้างสรรค์ โดยศึกษาและดัดแปลงมาจากแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก. ของทอแรนซ์ ซึ่ง อารีย์ พันธมณี (2546 : 217-220) ได้แปลเป็นภาษาไทยและปรับปรุง

ลักษณะแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ โดยอาศัยรูปภาพ แบบ ก. ของทอแรนซ์ ประกอบด้วย แบบทดสอบ 3 กิจกรรม ดังนี้

กิจกรรมที่ 1

กิจกรรมที่ 2

กิจกรรมที่ 3

                2.3 นำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องและความถูกต้อง เหมาะสมกับความเที่ยงตรงเนื้อหา และความเหมาะสมของแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ จำนวน 3 ท่าน

                2.4 นำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ปรับปรุงแก้ไขตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

                 2.5 นำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ไปทดลอง (Try out) กับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน

                2.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นฉบับสมบูรณ์

                2.7 จัดทำแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นฉบับสมบูรณ์และนำไปใช้นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน

 

 

4.วิธีการดำเนินการวิจัย

                ดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการวิจัยแบบ One- Group Pretest - Postest Design ( ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538 : 249 ) โดยมีแบบแผนการวิจัย ดังนี้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi - Experimental Research ) ซึ่งผู้วิจัย

 ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง

กลุ่ม

ก่อนการทดสอบ

ทดลอง

หลังการทดลอง

T

T1

X

(ตัวแปรอิสระ)

T2

 

T1 แทน การสังเกตก่อนการทดลอง ในที่นี้ คือการสังเกตความคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลองใช้กิจกรรมเพลงปลายเปิด

x แทน กิจกรรมเพลงปลายเปิด

T2  แทน การสังเกตหลังการทดลอง ในที่นี้ คือการสังเกตความคิด สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองใช้กิจกรรมเพลงปลายเปิด

ผู้วิจัยได้ดำเนินการดังต่อไปนี้

                1.ผู้วิจัยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวิจัยการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิดที่มี่ต่อการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

                2.ทำการทดสอบและบันทึกผลพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ก่อนทดลองด้วยแบบบันทึกพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง

                3.ดำเนินการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างโดยการจัดกิจกรรมเพลงปลายเปิด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที

                4. .ทำการทดสอบและบันทึกผลพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์หลังทดลองด้วยแบบบันทึกพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

                5.นำข้อมูลที่ได้จากการทดสอบสัปดาห์ที่ 8 (Posttest) ไปเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานเดิมของเด็ก (Pretest) ไปวิเคราะห์ตวามวิธีการทางสิถิติ

                6.นำข้อมูลจากการทดสอบสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 8 มาวิเคราะห์เพื่อแสดงให้เห็นพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย

                7.นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายในบทที่ 4 และ นำเสนอในบทที่ 5

5.การเก็บรวมรวมข้อมูล

                ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการทดสอบการจัดกรรมเพลงปลายเปิด โดยทำการทดสอบ

ก่อนการทดสอบและหลังการทดสอบแล้วนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติต่อไป

6.การวิเคราะห์ข้อมูล

                การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้จากการทดสอบและการจดบันทึกพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยวิเคราะห์และอภิปรายจากข้อมูลที่ทดสอบจากสภาพที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นขณะดำเนินการตามขั้นตอนซึ่งจะวิเคราะห์ข้อมูลทุกครั้งหลังทำกิจกรรม

                1.วิเคราะห์ข้อมูลทุกครั้งหลังทำกิจกรรมโดยใช้แบบบันทึกพฤติกรรมการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยและสะท้อนมาวิเคราะห์

                2. เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังได้รับ การจัดประสบการณ์เพลงปลายเปิด โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และทดสอบความคิดสร้างสรรค์ก่อนและหลังของนักเรียนโดยใช้ t-test (Dependent Samples)

                3.นำข้อมูลที่ได้มาอภิปรายเพื่อนำเสนอในบทที่ 5

 

 

 

 

 

 

 

 

7.สถิติที่ใช้ในการวิจัย

2.สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน

                วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยผลทดสอบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ก่อนการทดสอบและหลังการทดสอบ โดยการทดสอบที (t-test Dependent Samples)

;  df = n-1

 

                                เมื่อ                     แทน        ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t – distribution

                                                           แทน        ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่

                                                           แทน        จำนวนคู่ของคะแนนหรือจำนวนนักเรียน

                                                    แทน        ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง

                                                  แทน        ผลรวมของกำลังสองของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง

 

งานวันที่ 27 เมษายน 2564

 การเขียนจัดแผนประสบการณ์  ชื่อวิจัย ผลของการใช้เพลงปลายเปิดที่มีการคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย 👇👇👇👇👇👇👇👇👇 แผนการจัดประสบการณ์เพลงปลา...